ใครๆก็แก้กฎหมายได้(คุณก็ด้วย)

วันอังคารที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2553

ฝึกอบรมโครงการพัฒนาการเกษมแนวทฤษฎีใหม่ (ฟรี)ตรตา - ประชาสัมพันธ์ งานกิจกรรม (Activities Board) - ThaiNGO! Board - Powered by Discuz!

ฝึกอบรมโครงการพัฒนาการเกษมแนวทฤษฎีใหม่ (ฟรี)

ขอเชิญเกษตรกร และประชาชนทั่วไปเข้ารับการฝึกอบรมโครงการพัฒนาการเกษตร

ตามแนวทฤษฎีใหม่โดยยึดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงปีงบประมาณ 2553 (ไม่เสียค่าใช้จ่าย ใดๆ ทั้งสิ้น)

ด้วยในปี 2553 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะดำเนินการฝึกอบรมเกษตรกรตามโครงการ การเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่โดยยึดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกร และประชาชนทั่วไปมีความรู้
ความเข้าใจในการดำเนินการพัฒนาการเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่โดยยึดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ณ ศูนย์เครือข่ายปราชญ์ ชาวบ้าน(นายถวิล เสียงแจ๋ว) หมู่ที่ 6ตำบลบ่อเงิน อำเภอลาดหลุม แก้ว จังหวัดปทุมธานี
โดยหลักสูตรจะเป็นเรื่องการปลูกข้าวตอซัง
การทำ ปุ๋ยน้ำ
ปุ๋ยอินทรีย์แห้ง
ฮอร์โมนไข่
การทำน้ำส้มควันไม้
การทำสบู่ ถ่าน
และอื่นๆ ทั้งภาคทฤษฏีและปฏิบัติระยะเวลาอบรมจำนวน 3 วัน
อบรม จำนวน 2 รุ่น รุ่นละ 30 คน

ขอเรียนเชิญเกษตรกรผู้สนใจติดต่อสอบถามรายละเอียดได้โดยตรงที่ นาย ถวิล เสียงแจ๋ว
โทรศัพท์ 085-075-6131 หรือ นาย ชูชีย พุดซ้อน 085- 3426287 และ พันเอก อุดม ธรรมนิทัศนา085 - 1413373


รุ่นที่1 อบรมระหว่างวันที่ 22-24 มกราคม 2553
รับจำนวน 30 คน


รุ่นที่ 2 อบรมระหว่างวันที่ 19-21 กุมภาพันธ์ 2553
รับจำนวน 30 คน

ตารางการฝึกอบรม รุ่นที่ 1/2553

วันที่ 22 ม.ค.

-
ฝึกปฏิบัติการทำบัญชีชาวนา

-
การวางแผนการทำการเกษตรตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง

-
การตีป่นปุ๋ยอินทรีย์

-
การสีข้าวและการฝึกปฏิบัติการสีข้าว

วันที่ 23 ม.ค.

-
การทำปุ๋ยแห้งและน้ำ

-
การทำน้ำส้มควันไม้

-
การเผาถ่าน

-
การทำน้ำยาล้างจาน

-
การทำฮอร์โมนไข่

-
การทำสารไล่แมลง

-
การปั้นเม็ดปุ๋ยอัดเม็ดปุ๋ย – ผสมปุ๋ย

-
การเพาะเห็ด

-
การเพาะเลี้ยงไส้เดือน

อบรม ระหว่างเวลา 09.00 – 16.30 ของวันที่ 22 – 24 ม.ค. 2553 สามารถเดินทางไปกลับ หรือพักที่ศูนย์การเรียนรู้การคมนาคมสะดวกอยู่ใกล้กับวัดเจดีย์หอย และสถานีบริการภาคพื้นดินไทยคมลาดหลุมแก้ว

รายละเอียด

นายถวิล
เสียงแจ๋ว (หมอดินประจำจังหวัดปทุมธานี)

http://www.ldd.go.th/Lddwebsite/WEB_r01/Website_station/ptm01/mordinptn.html

แผนที่การเดินทาง

http://maps.google.co.th/maps/ms?hl=th&gl=th&ie=UTF8&oe=UTF8&msa=0&msid=105763749423882307058.00047d3d89c90a4b32e00

ศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน(นายถวิล
เสียงแจ๋ว)

อยู่ใกล้กับสถานีไทยคม ลาดหลุมแก้ว,มหาวิทยาลัยชินวัตร, วัดบ่อเงิน และวัดเจดีย์หอยครับ

รองปธ.กมธ.พัฒนาสังคมฯ วุฒิสภา เปิดตัว หนังสือเทคโนโลยีกับชีวิตในอนาคต2 รู้ทันโลกไซเบอร์

 

 

                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                     

รองปธ.กมธ.พัฒนาสังคมฯ วุฒิสภา เปิดตัว หนังสือเทคโนโลยีกับชีวิตในอนาคต2  รู้ทันโลกไซเบอร์

12 ม.ค. 52 -            รองประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคมฯ วุฒิสภา เปิดตัว หนังสือเทคโนโลยีกับชีวิตในอนาคต2  รู้ทันโลกไซเบอร์ หลังประสบความสำเร็จจากเล่มแรก  ระบุ เพื่อจุดประกายความคิดให้ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างชาญฉลาด ผ่านการเล่าเรื่องราว เกี่ยวกับการท่องโลกไซเบอร์ 

นายอนันต์ วรธิติพงศ์  รองประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคมและกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ  คนพิการและผู้ด้อยโอกาส วุฒิสภา แถลงข่าวเปิดตัวหนังสือ  เทคโนโลยีกับชีวิตในอนาคต2  รู้ทันโลกไซเบอร์ หลังจากประสบความสำเร็จจากหนังสือ  เทคโนโลยีกับชีวิตในอนาคต1 

รองประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคมฯ วุฒิสภา กล่าวว่า หนังสือเทคโนโลยีกับชีวิตในอนาคต 2  รู้ทันโลกไซเบอร์ จะจุดประกายความคิดให้ผู้อ่านรู้จักใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างชาญฉลาด  ผ่านการเล่าเรื่องราว เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการบริการด้านต่าง ๆ ของรัฐ ทั้งส่วนบุคคลและภาคธุรกิจ พร้อมกับชี้ให้เห็นถึงภัยที่อาจจะเกิดขึ้นผ่านทางเทคโนโลยีสารสนเทศ  อาทิ ระวังล้มละลายเพราะ ICT  ศาลยุติธรรมออนไลน์   ชีวิตนี้ฝากไว้ที่ google ได้หรือ  ทั้งนี้ สถาบันการศึกษาหรือหน่วยงานใดสนใจ สามารถติดต่อขอหนังสือได้ที่ คณะกรรมาธิการพัฒนาสังคม วุฒิสภา โทรศัพท์0-2831-9232  และ0-2831-9206-9

 

 

 

 

 

 

               

 

เรณู  เขมาปัญญา  /  ผู้สื่อข่าว

มันทนา  ศรีเพ็ญประภา/ เรียบเรียง

 

http://www.parliament.go.th/php4/radio/temp/news9483.doc

                               



--
โปรดอ่านบล็อก
twitter
mondayblog /senateblog
tuesdayblog/designblog
wednesdayblog/senateblog
thursdayblog/blog1951/sunnews9
fridayblog/9fridayblog
saturdayblog /kratongblog
sundayblog /chun1951
http://www.sahavicha.com
http://teetwo.blogspot.com
http://www.nakkhaothai.com

กมธ.วิสามัญกิจารวุฒิสภา แก้หลักเกณฑ์บริหารจัดการงบประมาณไปต่างประเทศ

 

 

 

กมธ.วิสามัญกิจารวุฒิสภา แก้หลักเกณฑ์บริหารจัดการงบประมาณไปต่างประเทศ

11 ม.ค. 53 –            คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา เปลี่ยนหลักเกณฑ์การบริหารงบประมาณเกี่ยวกับการเดินทางไปต่างประเทศของกรรมาธิการให้สามารถโอนย้ายตามตัวกรรมาธิการได้ หากต้องเปลี่ยนแปลงการดำรงตำแหน่งในแต่ละคณะ   เพื่อให้ง่ายต่อบริหารงานของคณะกรรมาธิการ

                ศาสตราจารย์พิเศษประสพสุข  บุญเดช  ประธานวุฒิสภา ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา เปิดเผยว่า คณะกรรมาธิการได้พิจารณาหลักเกณฑ์และแนวทางในการบริหารงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553 ในส่วนของงบประมาณในการเดินทางไปเยือนต่างประเทศของคณะกรรมาธิการ ซึ่งเดิมกำหนดให้คำนวณงบประมาณตามจำนวนกรรมาธิการที่ดำรงตำแหน่งในคณะกรรมาธิการสามัญประจำวุฒิสภา และหากมีการเปลี่ยนแปลงการดำรงตำแหน่งในคณะกรรมาธิการต่าง  ๆ จะไม่สามารถโอนย้ายงบประมาณตามตัวกรรมาธิการได้  ซึ่งมีกรรมาธิการตั้งข้อสังเกตว่าหลักเกณฑ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการของกรรมาธิการหลายคณะ ดังนั้นจึงมีมติให้ขยายเวลาเปลี่ยนหรือโยกย้ายกรรมาธิการไปจนถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ และงบประมาณการเดินทางไปต่างประเทศของกรรมาธิการแต่ละคนสามารถโอนตามตัวกรรมาธิการได้

 

 

 

 

 

 

 

 

นภาทิพย์  นูโพนทอง  ผู้สื่อข่าว

มันทนา  ศรีเพ็ญประภา  ผู้เรียบเรียง

 

 

 

 

 

 

 

 

 



--
โปรดอ่านบล็อก
twitter
mondayblog /senateblog
tuesdayblog/designblog
wednesdayblog/senateblog
thursdayblog/blog1951/sunnews9
fridayblog/9fridayblog
saturdayblog /kratongblog
sundayblog /chun1951
http://www.sahavicha.com
http://teetwo.blogspot.com
http://www.nakkhaothai.com

อดีตประธานรัฐสภา โภคิน ชี้ การสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ไม่สำคัญเท่าการทำหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภา

 

 

 

 

อดีตประธานรัฐสภา โภคิน ชี้ การสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ไม่สำคัญเท่าการทำหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภา

8 ม.ค. 53 -              นายโภคิน  พลกุล อดีตประธานรัฐสภา ชี้ แม้อาคารรัฐสภาแห่งใหม่จะมีความสวยงามอย่างไรก็ตาม ไม่สำคัญเท่าการทำงานของสมาชิกในรัฐสภาที่ต้องลดทิฐิและหันมาเคารพกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด

                นายโภคิน  พลกุล อดีตประธานรัฐสภา กล่าวถึงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ว่า คณะกรรมการประกวดแบบได้ดำเนินการตามขั้นตอนอย่างตรงไปตรงมา และแบบที่ได้รับการคัดเลือกมีความสวยงามดีแล้วทั้งยังมีแนวคิดการสร้างในเชิงประวัติศาสตร์ อย่างไรก็ตามในแนวคิดของตนยังต้องการให้การสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ เกิดผลกระทบต่อประชาชนน้อยที่สุด มีการใช้จ่ายงบประมาณน้อยที่สุด และมีระบบการคมนาคมที่สะดวกสำหรับทั้งสมาชิกรัฐสภาเอง ข้าราชการ รวมถึงกลุ่มประชาชนที่เข้ามาเรียกร้องทางประชาธิปไตยด้วย

                นายโภคิน กล่าวด้วยว่า แม้อาคารรัฐสภาจะมีความสวยงามอย่างไรก็ตาม ตนเชื่อว่าไม่สำคัญเท่าการทำงานของสมาชิกในรัฐสภา ที่จะต้องลดการใช้อารมณ์และทิฐิลง โดยหันมาใช้เหตุผลและเคารพกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด ส่วนประธานในการประชุมภายในรัฐสภาเองก็จะต้องเคร่งครัดต่อกฎระเบียบด้วยความเสมอภาคเท่าเทียมกัน ซึ่งจะช่วยให้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นของสภาเบาบางลงได้

 

               

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ลักขณา  เทียกทอง / ผู้สื่อข่าว

เกรียงไกร  หอมจันทร์เทศ / เรียบเรียง

 

http://www.parliament.go.th/php4/radio/temp/news9474.doc

--
โปรดอ่านบล็อก
twitter
mondayblog /senateblog
tuesdayblog/designblog
wednesdayblog/senateblog
thursdayblog/blog1951/sunnews9
fridayblog/9fridayblog
saturdayblog /kratongblog
sundayblog /chun1951
http://www.sahavicha.com
http://teetwo.blogspot.com
http://www.nakkhaothai.com

วันที่ 8-13 มกราคม 2553 กมธ.วิทยาศาสตร์ฯ สผ. เดินทางศึกษาดูงานด้านเทคโนโลยี ณ ประเทศญี่ปุ่น

 

 

 

กมธ.วิทยาศาสตร์ฯ สผ. เดินทางศึกษาดูงานด้านเทคโนโลยี ณ ประเทศญี่ปุ่น

8 ม.ค. 53 -              รองประธานคณะกรรมาธิการการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สภาผู้แทนราษฎร เผย กมธ.เดินทางศึกษา ด้านเทคโนโลยีเกี่ยวกับพลังงานทางเลือกและสิ่งแวดล้อม ณ ประเทศญี่ปุ่น 8-13 ม.ค. นี้ ระบุ เพื่อนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาปรับใช้กับประเทศไทย

นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ รองประธานคณะกรรมาธิการการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงการเดินทางไปศึกษาดูงานด้านเทคโนโลยีเกี่ยวกับพลังงานทางเลือกและสิ่งแวดล้อม ณ ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 8-13 มกราคม 2553 ว่า การเดินทางไปครั้งนี้ กมธ.จะศึกษาดูงานในหลายๆ ด้าน อาทิ  การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีด้านสิ่งแวดล้อม ณ สถาบันวิจัยอุตสาหกรรมของฮอกไกโด ด้านสิ่งแวดล้อมที่สัมพันธ์กับอุตสาหกรรมที่เมืองชิบะ ซึ่งถือเป็นเมืองอุตสาหกรรม การสำรวจอวกาศ รวมถึงดูงานที่สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยที่ให้การพัฒนาและให้ความร่วมมือซึ่งกันและกันกับประเทศญี่ปุ่น ซึ่งหากนำสิ่งเหล่านี้มาปรับใช้ก็จะเกิดประโยชน์ต่อประเทศไทยอย่างมาก

รองประธานคณะกรรมาธิการการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สภาผู้แทนราษฎร กล่าวด้วยว่าการเดินทางไปศึกษาดูงานในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักคือ นำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เหมาะสม ในเรื่องของการดูแลสิ่งแวดล้อมมาปรับใช้กับประเทศไทย โดยเฉพาะเรื่องของการกำจัดขยะ และอุตสาหกรรมในเมือง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                                                                                                                วิจิตรา น้าวัฒนไพบูลย์ ข่าว / เรียบเรียง



--
โปรดอ่านบล็อก
twitter
mondayblog /senateblog
tuesdayblog/designblog
wednesdayblog/senateblog
thursdayblog/blog1951/sunnews9
fridayblog/9fridayblog
saturdayblog /kratongblog
sundayblog /chun1951
http://www.sahavicha.com
http://teetwo.blogspot.com
http://www.nakkhaothai.com

คณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ ส ผ.เดินทางไปศึกษาดูงาน ณ เครือรัฐออสเตรเลีย ระหว่างวันที่ 11 - 16 ม.ค. 2553

 

 

                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                     

กมธ.สผ. เตรียมเดินทางไปศึกษาดูงาน ณ เครือรัฐออสเตรเลีย 11 – 16 ม.ค. นี้

13 ม.ค. 53 -            คณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์  สภาผู้แทนราษฎรเตรียมเดินทางไปศึกษาดูงาน ณ เครือรัฐออสเตรเลีย ระหว่างวันที่ 11 – 16 ม.ค. นี้ หวังนำข้อมูลที่ได้รับมาเป็นแนวทางในการศึกษางานของคณะกรรมาธิการอันจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการดำเนินงาน

คณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์  สภาผู้แทนราษฎร เตรียมเดินทางไปศึกษาดูงาน ณ เครือรัฐออสเตรเลีย ระหว่างวันที่ 11 – 16 ม.ค. นี้  เพื่อศึกษาดูงานและเจรจาธุรกิจเกี่ยวกับด้านการเกษตรและสหกรณ์ การพัฒนาผลผลิตทางการเกษตร และเพื่อพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับหน่วยงานหรือองค์กรของเครือรัฐออสเตรเลียที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรและสหกรณ์ การปศุสัตว์ และการแปรรูปผลผลิตการเกษตรรวมทั้งเพื่อสร้างความร่วมมือในการส่งออกสินค้าเกษตรประเภทต่าง ๆ และเผยแพร่ข้อมูลด้านการเกษตรของประเทศไทย ทั้งนี้ กรรมาธิการฯ จะนำข้อมูลที่ได้รับมาเป็นแนวทางในการศึกษางานของคณะกรรมาธิการอันจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการต่อไป

 

 

 

 

               

 

เรณู  เขมาปัญญา  /  ผู้สื่อข่าว

เกรียงไกร หอมจันทร์เทศ / เรียบเรียง

 

http://www.parliament.go.th/php4/radio/temp/news9487.doc

                               



--
โปรดอ่านบล็อก
twitter
mondayblog /senateblog
tuesdayblog/designblog
wednesdayblog/senateblog
thursdayblog/blog1951/sunnews9
fridayblog/9fridayblog
saturdayblog /kratongblog
sundayblog /chun1951
http://www.sahavicha.com
http://teetwo.blogspot.com
http://www.nakkhaothai.com

วันจันทร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2553

เนคเทคชี้ ทิศข่าวออนไลน์รุ่ง

เนคเทคชี้ ทิศข่าวออนไลน์รุ่ง

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
19 มกราคม 2553 10:26 น.


คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

ดรใพนธ์ศักดิ์ ศิริรัชตพงษ์ ผู้อำนวยการ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค)

"เนคเทค" ชี้พฤติกรรมผู้ใช้เน็ตปี 52 นิยมอ่านข่าวออนไลน์และสนอีเลิร์นนิ่ง ฟันธงปีนี้การใช้เน็ตจะยิ่งโตมากขึ้น ส่วนปัญหาบนเน็ตเป็นเรื่องเดิมๆเกี่ยวกับการล่อลวง และอาชญากรรม อิเล็กทรอนิกส์

ดร.พันธ์ศักดิ์ ศิริรัชตพงษ์ ผู้อำนวยการ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) กล่าวว่า แนวโน้มการใช้อินเทอร์เน็ตในปีนี้ จะมีการขยายตัวของการใช้เพื่อการติดตามข่าวสารและข้อมูลรวมถึงการเรียนรู้ เพิ่มมากขึ้นโดยผ่านทางอุปกรณ์เคลื่อนที่พกพา ที่รองรับการให้บริการข่าวออนไลน์ และหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-Book) ที่หลากหลาย เช่น เครื่องอ่านอิเล็กทรอนิกส์ (e-Reader) สมาร์ทโฟน และพีดีโฟน เป็นต้น

จากแนวโน้มดังกล่าว จะทำให้เกิดการสร้างสรรค์เนื้อหาดิจิตอลของไทยอีกมาก และเป็นส่วนหนึ่งของสังคมอุดมปัญญาของประเทศในอนาคต ดังนั้น ทุกภาคส่วนควรเตรียมความพร้อมเชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติ ในการกระตุ้นและพัฒนาให้เกิดการสร้างสรรค์เนื้อหาดิจิตอลและแอปพลิเคชั่น ที่มีคุณภาพ รวมถึงแนวทางการกลั่นกรองความเหมาะสมของเนื้อหาดิจิตอลโดยไม่ให้กระทบต่อการ แสดงความคิดเห็นอย่างเสรีของประชาชน และให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนภายในประเทศ

เนคเทคได้เผยผลการสำรวจกลุ่มผู้ใช้อินเทอร์เน็ตปี 2552 มีผู้เข้าร่วมตอบแบบสอบถามทั้งหมด 11,991 คน และมีคำถามพิเศษเกี่ยวกับพฤติกรรมการติดตามข่าวออนไลน์ปรากฏว่า มีการใช้งานที่บ้านมากสุด 52.3% เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา ใช้จากที่ทำงาน37% ซึ่งเป็นปริมาณที่ลดลง ช่วงเวลาที่ใช้ 2 ทุ่มถึงเที่ยงคืนมากสุด 37.3% วิธีการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตเป็นการใช้งานผ่าน ADSL 40.3% แต่มีการใช้งานผ่านมือถือเพิ่มขึ้นจาก 7% เป็น 10.1% กิจกรรมที่ทำบนเน็ตมากสุดคือ การค้นหาข้อมูล 29.7% ใช้อีเมล 21.9% ติดตามข่าว 9.3% การเรียนรู้ผ่านทางอินเทอร์เน็ตเพิ่มมากขึ้น (อีเลิร์นนิ่ง) 8%

ส่วน ปัญหาสำคัญบนอินเทอร์เน็ต 3 อันดับแรกคือไวรัสกวน 48% การสื่อสารล่าช้า 32.9% แหล่งยั่วยุทางเพศ 24.2% ประเด็นที่ควรได้รับการพิจารณาเป็นลำดับต้นคือ การโจมตีจากไวรัส และการรักษาความมั่นคงของเครือข่าย 41.9% การกระจายความทั่วถึง 34.1% การหลอกลวงบนเน็ตและอาชญากรรมอิเล็กทรอนิกส์ 29.8%

พฤติกรรมการซื้อสินค้าและบริการผ่านเน็ตพบว่าไม่เคยซื้อ 52.2% เคยซื้อ 47.8% สาเหตุที่ไม่ซื้อสินค้าผ่านเน็ตคือ ไม่ไว้ใจผู้ขาย 61.3% ไม่สามารถจับต้องสินค้าได้ 59.9% ไม่มั่นใจระบบชำระเงิน 44.6% ขั้นตอนสั่งซื้อยุ่งยาก 40.7% ไม่ต้องการให้ข้อมูลบัตรเครดิต 31.1% สินค้าและบริการที่สั่งซื้อบนเน็ตมาสุดคือหนังสือ 36.3% การสั่งจองบริการต่างๆ 30.9% เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย 21.5%

ด้านการใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (บรอดแบนด์) ที่ใช้มากสุดคือ ADSL/xDSL 74.2% เคเบิลโมเด็ม 5.9% การใช้และไม่ใช้บรอดแบนด์ ผู้ที่ใช้มากกว่า 3 ปี 34.2% ซึ่งสูงขึ้นจากปี 2551 ผู้ที่ไม่ใช้สาเหตุมาจากราคาแพงเกินไป 60.1% ไม่รู้รายละเอียดในการติดต่อขอบริการ 41.6% ไม่ครอบคลุมพื้นที่พักอาศัย 28.7%

สำหรับการติดตามข่าวออนไลน์ พบว่าเคย 88.5% ไม่เคย 11.5% รูปแบบการติดตามข่าวออนไลน์ เป็นเว็บบอร์ด 93.9% หนังสือพิมพ์ออนไลน์ 87.1% บล็อก 68.7% ความถี่ในการติดตามข่าวออนไลน์ ต่อสัปดาห์ 2 ครั้ง 30.9% 1 ครั้ง 28.1% มากกว่า 5 ครั้ง 17.4% 3 ครั้ง 17.2% ประเภทของข่าวออนไลน์ที่ติดตาม การเมือง 17.1% เทคโนโลยี 10% ปัจจัยที่ทำให้ติดตาม ความสะดวก 56.5% ความอิสระ 18.3% การมีส่วนร่วม 13.2% และส่วนใหญ่ 44.8%
อ่านข่าวออนไลน์ควบคู่กับหนังสือพิมพ์รายวัน

ทั้ง นี้ จากการสำรวจดังกล่าวเนคเทคชี้ให้เห็นสิ่งที่น่าสนใจคือ 
1.มีการใช้อีเลิร์นนิ่งเพิ่มขึ้นอย่างมาก 
2.ปัญหาการใช้บรอดแบนด์ที่พบมากสุดคือความเร็วของการให้บริการไม่ตรงตามที่ ระบุไว้ 3.การป้องกันและแก้ไขปัญหาหลอกลวงบนเน็ตและอาชญากรรมอิเล็กทรอนิกส์ได้รับ ความสำคัญเพิ่มขึ้น 
4. ผู้ใช้ส่วนใหญ่ติดตามข่าวออนไลน์ควบคู่สื่อกระแสหลัก เช่นหนังสือพิมพ์รายวัน และ 
5.รูปแบบของการติดตามข่าวออนไลน์ที่ได้รับความนิยมมากสุดคือ การอ่านข่าวผ่านเว็บบอร์ด และการอ่านข่าวผ่านเว็บไซต์ที่ให้บริการหนังสือพิมพ์ออนไลน์

Company Ralated Links : Nectec
http://www.manager.co.th/CyberBiz/ViewNews.aspx?NewsID=9530000007663

"กรณ์ " จริงใจ หรือ จิงโจ้ ถ้า ภาษีที่ดิน ไม่ผ่านก็แสดงว่า รัฐบาลแหย(มากๆ)






วันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2553 เวลา 16:02:54 น. ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

"กรณ์ " จริงใจ หรือ จิงโจ้ ถ้า ภาษีที่ดิน ไม่ผ่านก็แสดงว่า รัฐบาลแหย(มากๆ)

มาร์ค กับ กรณ์ จริงจังและจริงจังกับร่างพ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง แค่ไหน ? ไม่มีใครตอบได้ แต่น่าแปลกคือ กฎหมายฉบับนี้เจอโรคเลื่อนมาเกือบ 1 ปีแล้ว นักเศรษฐศาสตร์ แฉเบื้องหลัง กลุ่มทุนและนักการเมือง ไม่แฮปปี้

วันนี้ นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ยืนยันอีกครั้งว่า จะผลักดันร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฯ ภายใน 4 เดือนนี้ โดยเขา เชื่อว่า จะสามารถทำงานในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังต่อไปได้ แม้ที่ผ่านมารัฐมนตรีที่เสนอกฎหมายดังกล่าวอาจหลุดจากตำแหน่ง เนื่องจากมีการคัดค้านจากหลายฝ่ายที่เสียประโยชน์
ร.ม.ว.กระทรวงการคลัง กล่าวว่า ปัจจุบันการจัดเก็บภาษีในสัดส่วนร้อยละ 90 มาจากรายได้ของประชาชนและภาคเอกชน ส่วนภาษีเพียงร้อยละ 10 มาจากทรัพย์สิน ควรเพิ่มสัดส่วนภาษีจากทรัพย์สินมากขึ้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เอาเข้าจริง นายกรณ์และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้พยายามพูดเรื่องการผลักดัน ร่างพ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฯ มาแล้วหลายครั้งหลายคราว ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว จนผ่านมาเกือบ 1 ปี ร่างกฎหมายดังกล่าวก็ยังวนเวียนอยู่ในกระทรวงการคลัง โดยอ้างว่าอยู่ในขั้นตอนรับฟังการประชาพิจารณ์ จนมีการตั้งข้อสังเกตว่า กฎหมายดังกล่าวอาจไม่ผ่านในรัฐบาลชุดนี้
ศ.ดร. ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ เปิดเผย" ประชาชาติธุรกิจ" ว่า เท่าที่ติดตามร่างกฎหมายฉบับนี้มาโดยตลอด ตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลดูไม่ค่อยจริง หรือ ซีเรียส กับร่างกฎหมายฉบับนี้เท่าใดนัก โดยรัฐบาลอาจจัดลำดับความสำคัญของกฎหมายภาษีที่ดิน ต่อจากกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่มีหลายฉบับ ประกอบกับกฎหมายภาษีที่ดินมีคนคัดค้านเพราะเสียประโยชน์จำนวนมาก
"เท่าที่ผมรู้มาจากคนในกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีกรณ์ ไม่ได้จริงจังกับกฎหมายภาษีที่ดิน เท่าใดนัก จนผมไม่แน่ใจว่า คุณกรณ์จะเอาจริงหรือเพียงแค่พูด เพราะร่างกฎหมายฉบับนี้เจอโรคเลื่อนมาโดยตลอด "
ดร. ดิเรก กล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลอาจจะยังมีเงินกู้จากโครงการไทยเข้มแข็งหลายแสนล้านใช้โดยไม่ เดือดร้อน แต่ในช่วงปี 2553 -2555 รัฐบาลจะต้องเริ่มชำระหนี้ ช่วงนี้ภาระของรัฐบาลจะหนักมาก ฉะนั้นถ้ารัฐบาลได้เงินจากภาษีที่ดิน 80,000-90,000 ล้าน จะเข้ามาช่วยรัฐบาลได้มาก จริงๆ แล้ว จากการศึกษา เงินจากภาษีที่ดิน น่าจะนำมาใช้จัดระบบสวัสดิการสังคมเพื่อแก้ปัญหาช่องว่างและความเหลื่อมล้ำ ในสังคม
อาจารย์เศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวต่อไปว่า เท่าที่ติดตามการทำประชาพิจารณ์ร่างพ.ร.บ.ภาษีที่ดิน พบว่า กลุ่มผู้มีส่วนได้เสียได้ขอยกเว้นการเสียภาษี และรัฐบาลก็ตอบสนองข้อเรียกร้องให้ยกเว้นการจัดเก็บภาษี ซึ่งเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง จริงๆ แล้ว ไม่ว่าจะเป็น ส่วนราชการ วัด หรือ วังก็ต้องส่งแบบประเมินและมีการประเมินราคา เพียงแต่อาจมีส่วนลด 30 % เนื่องจากที่ดินเหล่านี้ มีการใช้ประโยชน์ในเชิงสาธารณะ
ดร.ดิเรก กล่าวว่า อัตราภาษีที่ดินตามร่างกฎหมาย ไม่ถือว่า สูงมาก เพียง 0.1 % สำหรับที่อยู่อาศัย และ 0.5 % สำหรับที่ดินเชิงพาณิชย์ เทียบกับมาตรฐานโลกแล้วต่ำมาก สหรัฐฯ เก็บภาษีทรัพย์สิน 2 % ญี่ปุ่น1.47 % ประเทศไทย แค่ 0.1-0.5 % ถือว่าต่ำมากแล้ว
"ผมไม่เชื่อว่า อัตราภาษีต่ำขนาดนี้ จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการถือครองที่ดินในกลุ่มผู้ครอบครองที่ดินราย ใหญ่ เช่นเดียวกับที่ผมมั่นใจว่า ชาวไร่ ชาวนา ไม่เดือดร้อนจากภาษีที่ดินแต่อย่างใด เป็นข้ออ้างจากผู้คัดค้านมากกว่า ถ้ากฎหมายภาษีที่ดิน ไม่ผ่านในรัฐบาลชุดนี้ ก็เป็นเพราะรัฐบาลแหย เกินไป นั่นเอง "
นักเศรษฐศาสตร์ ผู้นี้ กล่าวว่า นักการเมือง มักพูดให้สัมภาษณ์ว่าเห็นด้วยกับภาษีดิน ทั้งที่ลึกๆ แล้วอาจไม่เห็นด้วย เพราะนักการเมืองต่างถือครองที่ดินจำนวนมาก เช่นเดียวกับนายทุนที่หนุนพรรคการเมืองต่างเป็นผู้ถือครองที่ดินรายใหญ่ ไม่น่าแปลกว่า ร่างกฎหมายนี้ ถูกขัดขวางมาโดยตลอด
@ หลักการภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง
หลักการสำคัญของกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง 3 ประการคือ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม การใช้ประโยชน์จากที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพ และส่งเสริมการกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองท้องถิ่น (อปท.) หากพิจารณาจากข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) พบว่าประชาชนทั่วประเทศถึง 90% ถือครองที่ดินโดยเฉลี่ยน้อยกว่า 1 ไร่ ส่วนที่เหลือก็มีเพียง 10% เท่านั้นที่ถือครองที่ดินมากกว่า 100 ไร่ นี่คือความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้น
จากข้อมูลของ สศค.ชี้ให้เห็นว่า การถือครองที่ดินในประเทศไทยมีลักษณะกระจุกตัวอย่างมาก นอกจากนี้ยังพบว่าในสัดส่วน 10% ที่ถือครองที่ดินมากกว่า 100 ไร่นั้น มีถึง 75% ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ เป็นเพียงการซื้อที่ดินเปล่าทิ้งไว้เพื่อเก็งกำไร แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยไม่มีระบบภาษีที่เป็นธรรมมาดูแลการกระจายการถือครอง ที่ดินหรือมีระบบภาษีที่มีประสิทธิภาพเพียงพอ
งานวิจัยเรื่องนโยบายและมาตรการการคลังเพื่อความเป็นธรรมในการกระจายราย ได้ คณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ซึ่งศึกษาการกระจายการถือครองที่ดินในเขตกรุงเทพมหานคร พบว่าในปี 2551 กรุงเทพมหานครมีขนาดพื้นที่ทั้งหมดที่สามารถถือครองได้ 927,074 ไร่ 1 งาน 18.6 ตารางวา จำนวนโฉนดที่ดินทั้งหมด 1,915,388 แปลง จำนวนรายที่ถือครองที่ดินในกรุงเทพมหานคร 1,464,207 ราย
ทั้งนี้ผู้ที่ถือครองที่ดินมากที่สุดในกรุงเทพมหานครถือครองที่ดิน 14,776 ไร่ 1 งาน 39.7 ตารางวา ขณะที่ผู้ถือครองที่ดินน้อยที่สุดในกรุงเทพมหานครถือครองที่ดินเพียง 0.1 ตารางวา สัดส่วนการถือครองที่ดินมากที่สุด 50 อันดับแรกต่อ 50 อันดับสุดท้ายมีค่าสูงถึง 291,607.50 เท่า หมายความว่า กลุ่มคนที่มีที่ดินมากที่สุด ได้ถือครองที่ดินมากกว่ากลุ่มคนที่มีที่ดินน้อยที่สุดในกรุงเทพมหานครถึง 291,607.50 เท่า @ เพิ่มเงินให้ท้องถิ่น 9 หมื่นล้าน นอกจากนี้ยังมีประเด็นปัญหาเรื่องความสามารถขององค์กรปกครองท้องถิ่นในการ จัดเก็บภาษี ปัจจุบันรายได้ของ อปท.ที่จัดเก็บเองมีเพียง 10% เท่านั้น หรือประมาณ 20,000-30,000 ล้านบาท โดยเป็นการจัดเก็บจากภาษีโรงเรือนและที่ดิน ภาษีบำรุงท้องที่ ภาษีป้าย และอื่นๆ ส่วนอีก 90% มาจากงบฯกลางของรัฐบาลที่เก็บให้และแบ่งให้ โดยในปี 2551 รัฐบาลเก็บให้และแบ่งให้ อปท. 193,676 ล้านบาท
หากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น เช่น ประเทศนิวซีแลนด์ ท้องถิ่นจัดเก็บรายได้เองถึง 90% หรือประเทศเพื่อนบ้านของประเทศไทย เช่น ประเทศมาเลเซีย ท้องถิ่นจัดเก็บรายได้เอง 85% จากข้อมูลทั้งหมดชี้ชัดว่า อปท.ของประเทศไทยจัดเก็บภาษีเองได้น้อยมากเมื่อเทียบกับต่างประเทศ
ฉะนั้นถ้าจะส่งเสริมการกระจายอำนาจให้แก่ อปท.อย่างจริงจัง การนำระบบภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมาใช้ย่อมมีประโยชน์โดยตรงต่อการพัฒนา ท้องถิ่น และยังลดงบประมาณจากรัฐบาลที่ส่งให้แก่ท้องถิ่นปีละเกือบ 2 แสนล้าน ซึ่งจะทำให้รัฐบาลมีงบประมาณเพียงพอนำไปพัฒนาประเทศด้านอื่นๆ และจากการคาดการณ์ของ สศค.พบว่า หากท้องถิ่นเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเต็มเพดานจะเก็บภาษีได้มากกว่า 90,000 ล้านต่อปี @ อัตราภาษีที่ดินแบบประนีประนอม
จากร่างภาษีที่ดินฉบับใหม่จะทำให้ทุกคนเสียภาษีที่ดินเหมือนกันหมด โดยมีฐานภาษี 3 อัตราที่ต่างกันไปตามขนาดและมูลค่าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างอัตราแรกเป็น อัตราภาษีทั่วไป สำหรับที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (เชิงพาณิชย์) ไม่เกินร้อยละ 0.5 ของฐานภาษี อัตราที่สองเป็นอัตราภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างสำหรับที่อยู่อาศัยของตน โดยไม่ประกอบเชิงพาณิชย์ ไม่เกินร้อยละ 0.1 ของฐานภาษี อัตราที่สามเป็นอัตราภาษีสำหรับที่ดินที่ใช้ประกอบเกษตรกรรม ไม่เกินร้อยละ 0.05 ของฐานภาษี
ทั้งนี้กรณีที่ อปท.มีเหตุผลและความจำเป็นในการพัฒนาท้องถิ่นของตน อปท.มีอำนาจออกข้อบัญญัติกำหนดอัตราภาษีเพิ่มขึ้นจากอัตราภาษีที่คณะกรรมการ กำหนดอัตราภาษีกำหนด แต่ไม่เกินเพดานอัตราภาษีที่กฎหมายกำหนด
สำหรับอัตราภาษีสำหรับที่ดินที่ทิ้งไว้ว่างเปล่า หรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามควรแก่สภาพที่ดิน ใน 3 ปีแรกให้เสียภาษีในอัตราไม่ต่ำกว่าอัตราทั่วไปที่คณะกรรมการกำหนดอัตราภาษี ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างได้กำหนดไว้ แต่ไม่เกินร้อยละ 0.5 ของฐานภาษี และหากยังไม่ได้ทำประโยชน์อีกให้เสียภาษีเพิ่มขึ้นอีก 1 เท่า ในทุก 3 ปี แต่ไม่เกินร้อยละ 2 ของฐานภาษี
อย่างไรก็ตามทรัพย์สินที่ได้รับการยกเว้นการจัดเก็บภาษีมี 10 ประเภท ดังนี้
1.ทรัพย์สินส่วนสาธารณสมบัติของแผ่นดิน
2.ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ที่มิได้ใช้หาผลประโยชน์
3.ทรัพย์สินของรัฐที่ใช้ในกิจการของรัฐหรือสาธารณะโดยมิได้หาผลประโยชน์
4.ทรัพย์สินที่ทำการของสหประชาชาติทบวงการชำนาญพิเศษขององค์การสหประชาชาติ หรือองค์การระหว่างประเทศอื่น ซึ่งประเทศไทยมีข้อผูกพันที่ต้องยกเว้นภาษี
5.ทรัพย์สินที่เป็นที่ทำการสถานทูต หรือสถานกงสุลของต่างประเทศ
6.ทรัพย์สินของสภากาชาดไทย
7.ทรัพย์สินที่เป็นศาสนสมบัติไม่ว่าเป็นของศาสนาใด หรือทรัพย์สินที่เป็นศาลเจ้าโดยมิได้ใช้หาผลประโยชน์
8.ทรัพย์สินที่ใช้เป็นสุสานสาธารณะ หรือฌาปนสถานสาธารณะโดยมิได้รับประโยชน์ตอบแทน
9.ทรัพย์สินของเอกชนหรือรัฐวิสาหกิจ เฉพาะส่วนที่ได้ยินยอมให้ทางราชการใช้หรือประชาชนใช้โดยมิได้หาผลประโยชน์
10.ทรัพย์สินตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1263805441&grpid=00&catid=no

ปิกัสโซ่-โมสาร์ท เด็กดังใน"ยูทูบ"

วันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 19 ฉบับที่ 6991 ข่าวสดรายวัน


ปิกัสโซ่-โมสาร์ท เด็กดังใน"ยูทูบ"


คอลัมน์ สดจากเยาวชน

ปฤษณา กองวงค์




คงไม่บ่อยนักที่คลิปความสามารถของคนไทยจะมีผู้คลิกเข้าชมมากเป็นอันดับ 1 ในเว็บไซต์ยอดฮิตของโลก "ยูทูบ"

ยิ่งเป็นคลิปจากการเสิร์ชคำว่า "violin" หนึ่งในเครื่องดนตรีคลาสสิค แถมยังเป็นเด็กชายตัวน้อยวัยเพียง 4 ขวบ ยิ่งไม่ธรรมดา

แต่ ล่าสุดคลิปการแสดงของ น้องธนัช ด.ช. ธนัช เปลวเทียนยิ่งทวี เมื่อครั้งอายุ 4 ขวบ ที่อวดลีลาการสีไวโอลินได้น่ารักน่าชัง นิ่งและสมาธิ ส่งรอยยิ้มหวานไปพร้อมตัวโน้ตเสียงใสๆ สร้างความประทับใจถึงขั้นมีผู้คลิกเข้าชมกว่า 7 ล้านครั้ง และทุกวันนี้ยอดคลิกยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ "เมนต์" ของชาวต่างชาติต่างทึ่งและชื่นชมพร้อมยกย่องให้เป็น "โมสาร์ทน้อย" ขณะที่คนไทยเองก็เข้าไปร่วมปลื้มเช่นกัน

ก่อนหน้านี้ น้องธนัชมีผลงานสร้างชื่อในด้านศิลปะแนวแอ็บสแทร็กต์ ที่เปิดประมูลและขายไปทั่วโลกผ่านเว็บไซต์ ทำให้มีอีกฉายาว่า "ปิกัสโซ่น้อย"

หลังปรากฏเป็นข่าวออกไป น้องธนัชในวัย 7 ขวบ โพกผ้าลายสีแดงอันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมคุณพ่อธนู และ คุณแม่วัชราภรณ์ เปลวเทียนยิ่งทวี เดินทางมาเยี่ยมเยียนพี่ๆ ที่ข่าวสด พร้อมโชว์ความสามารถที่พัฒนาขึ้นตามวัย ด้วยการเดี่ยวไวโอลินในเพลง Elves Dance ของ Jenkinson บทเพลงจังหวะเร็วและสนุกสนานบอกเล่าเรื่องราวของเหล่าเทวดาเอลฟ์ที่กระโดดไป มา โดยไม่ต้องกางโน้ตหรือมองไปที่เส้นสายเช่นเคย แต่กลับส่งรอยยิ้มผ่านดวงตามอบความสุขให้ทุกคนพร้อมเสียงดนตรี



นอก จากความสามารถด้านศิลปะและดนตรีแล้ว น้องธนัชซึ่งปัจจุบันศึกษาอยู่ชั้นป.2 โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ฝ่ายประถม) ในโครงการอัจฉริยภาพ ยังมีความสามารถด้านการเรียนทั้งวิทยาศาสตร์ คณิต ศาสตร์ ภาษา และกีฬา ทั้งยังเป็นหนอนน้อยนักอ่านตัวยง

น้องธนัชเล่าให้ฟังถึงวันเด็กที่ผ่านมาว่าได้รับคำชมจากนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รุ่นพี่สาธิตจุฬาฯ ด้วยว่าแต่งกายเรียบร้อย

ระหว่าง ที่พ่อแม่ให้สัมภาษณ์ ธนัชหยิบหนังสือ "เล่นสนุกกระตุกกึ๋น" มาอ่านและ ฝึกทักษะคณิตศาสตร์ พร้อมชวนพี่ๆ เล่นเกมอักษรเบรลด้วยกัน โดยกล่าวว่า "เผื่อพี่เอาไปเล่นถอดรหัส" ก่อนจับปากกาเริ่มลงมือเขียนสัญลักษณ์ไว้มากมาย และหันมาถามพี่ๆ ว่า ผมเขียนว่าอะไร พี่ๆ ครุ่นคิดสักครู่จึงเอ่ยขอคำใบ้ แต่น้องธนัชไม่บอก เพราะต้องเก็บเป็นความลับ เดี๋ยวไม่สนุก

หนุ่มน้อยจึงถามต่อว่า ยอมหรือยัง พร้อมเฉลยว่า "ไก่กำลังกกไข่, 8 / 2 = 4, อันนี้เป็นสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ และสุดท้ายชื่อภาษาอังกฤษของผมครับ"

จาก นั้นพลิกกระดาษพร้อมกับตั้งคำถามเกี่ยวกับอุณหภูมิซึ่งเป็นโจทย์เลข คณิตศาสตร์ ตบท้ายด้วยการวาดภาพลายเส้นบอกเล่าถึงกองทัพสามก๊กที่มี "เล่าปี่" นำทัพ



ขยับ มาถามถึงการเล่นดนตรี หนุ่มน้อยบอกว่า "การเล่นไวโอลินไม่ยาก ถ้าเราตั้งเป้าหมายว่าต้องทำให้สำเร็จ ทุกย่างก้าวต้องเดินไปด้วยความสนุก ถ้าทุกย่างก้าวเดินไปด้วยความทุกข์ เมื่อเราไปถึงจุดมุ่งหมายแล้วเราจะมีความสุขเพียงแค่ 2-3 วินาทีเท่านั้น"

ถามถึงอนาคตอยากเป็นอะไร ธนัชบอกว่า "ยังเลือกไม่ได้ครับ"

ถาม อีกถึงฮีโร่ในดวงใจ หนแรกธนัชไม่ตอบแต่กลับอายม้วนต้วน เวลาผ่านไปสักครู่ แอบกระซิบถามใหม่ ธนัชตอบเสียงเบาๆ ว่า "ฮีโร่ของผมก็พ่อกับแม่ยังไงล่ะครับ เพราะสามารถเลี้ยงดูผมจนเติบใหญ่ได้ขนาดนี้ถือว่าเก่งมากแล้ว"

ธนัช เล่าให้ฟังอีกว่า ตอนนี้ยังเขียนรูปอยู่ แต่ไม่ค่อยมีเวลา เงินที่ได้มาก็ฝากธนาคารไว้จ่ายค่าเล่าเรียน ทั้งยังฝากถึงเพื่อนๆ วัยเดียวกันที่สนใจด้านดนตรี ถ้าอยากเล่นให้เก่งๆ ว่า "ซ้อมครับและวิชาอื่นๆ ก็ต้องฝึกเหมือนกัน"

คุณพ่อธนูเล่าถึงลูกชาย ว่า ธนัชเป็นเด็กช่างซัก ช่างถาม ช่างสังเกต เวลาไม่รู้อะไรเราก็จะขอติดไว้ก่อน และไปค้นหาคำตอบมาให้ นอกจากนี้ยังรักการอ่าน มีเวลาว่างก็อ่าน ทำให้พ่อแม่กังวลเรื่องสายตา เพราะเขาอ่านหนังสือบนรถ

ธนัชได้ยินพร้อมยอมรับว่า "ชอบแอบอ่าน" ก่อนทำท่าเอามือป้องสองตา

ด้วย เพราะชอบการอ่านเป็นยิ่งนัก หนอนน้อยวัยใสคนนี้จึงไปสมัคร เป็นผู้ช่วยบรรณารักษ์ของห้องสมุดโรงเรียน เพราะจะได้สิทธิพิเศษในการยืมหนังสือนานขึ้นอีกหนึ่งวัน

บางครั้ง ในการซ้อมไวโอลินธนัชยังขอปิดตาเล่นไวโอลินด้วย แต่พ่อเห็นว่าสายตาของธนัชเป็นจุดเด่นของเขา จึงไม่ค่อยอยากให้ทำแต่ ก็ไม่ห้ามมาก

ถามถึงความคาดหวังในตัวลูก คุณพ่อธนูย้ำว่า ไม่ได้คาดหวังอะไร สิ่งที่เราพูดในครอบครัวคือ ไม่ว่าลูกจะประสบความสำเร็จหรือไม่อย่างไร แต่ทุกย่างก้าวต้องมีความสุข ถ้าวันไหนเขาไม่มีความสุขก็เลิก

"อยากบอกคุณพ่อคุณแม่ทุกคนว่า เด็กทุกคนเกิดมาพร้อมพรสวรรค์ ทุกบ้านมีเหมืองเพชรเหมืองพลอยทั้งสิ้น อยู่ที่ว่าพ่อกับแม่จะเจียระไนเพชรพลอยนั้นหรือไม่อย่างไร พัฒนาต่อเนื่องหรือเปล่า

หลายคนอาจเห็นว่าลูกยังเล็กอย่าเพิ่งสอน รอให้โตก่อน ซึ่งอาจสายไปเสียแล้ว ขณะที่เราเชื่อว่ายิ่งให้ลูกฝึกเรียนได้เร็วเท่าไหร่ยิ่งดีเท่านั้น เราต้องดูสิ่งที่เขาสนใจ สิ่งที่เขาทำ สิ่งที่เขาพูด"

"และเขาต้องมีความสุขในสิ่งที่ทำ"


หน้า 24
http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TURONWIzVXdNVEU1TURFMU13PT0=&sectionid=TURNeE1RPT0=&day=TWpBeE1DMHdNUzB4T1E9PQ==

"หัวใจ"เปี่ยมพลัง บัณฑิตสาวไร้แขนขา

วันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 19 ฉบับที่ 6991 ข่าวสดรายวัน


"หัวใจ"เปี่ยมพลัง บัณฑิตสาวไร้แขนขา





"กายพิการไม่ใช่อุปสรรคในการเรียน""ถ้ามีความรู้ย่อมมีโอกาสได้งานที่ดี ทำ"นุ้ย น.ส.ธนารี ฟุ้งภิญโญภาพ อายุ 29 ปี บัณฑิตใหม่ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) จากเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี กล่าวว่า ใช้เวลาเรียนที่มสธ.เพียง 3 ปีครึ่ง ก็สำเร็จการศึกษาเมื่อเดือนตุลาคม ปี 2551 ด้วยเกรดเฉลี่ย 2.43 เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร เมื่อวันที่ 15 ม.ค.2553 ที่อาคารอเนกนิทัศน์ มสธ. ร่วมกับเพื่อนบัณฑิตจากสาขาวิชาต่างๆ

ในอนาคตนุ้ยตั้งใจจะเรียนต่อระดับปริญญาโท ที่มสธ. การที่เลือกเรียนสาขานิเทศศาสตร์ เพราะชอบงานด้านประชาสัมพันธ์

นุ้ย ให้เหตุผลในการเลือกเรียนที่มสธ.ว่า ต้องทำงานและเรียนไปด้วย มสธ.เป็นการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ถึงเวลาก็ไปสอบ ทำให้สะดวกมาก สภาพร่างกายไม่เป็นปัญหาต่อการเรียน เพราะเราอ่านหนังสืออยู่กับบ้าน ถึงเวลาก็ไปสอบ

ในการเรียนนุ้ยต้องช่วยเหลือตนเองให้มากที่สุด อ่านหนังสือเยอะๆ แล้วสรุปทบทวนอีกครั้ง หลังจากเลิกงาน 2-3 ทุ่ม ทำกิจวัตรส่วนตัวเสร็จก็อ่านหนังสือวันละ 1-2 ชั่วโมง ถึงเวลาไปสอบที่อ.สัตหีบ ก็ขึ้นรถสองแถวให้เขาไปส่งถึงอาคารโดยจ่ายเพิ่มพิเศษ

"เราสภาพร่าง กายเป็นแบบนี้คงไปทำงานแบบใช้แรงไม่ได้ ต้องทำงานที่ใช้ความรู้ ใช้สมอง การศึกษาเป็นสิ่งสำคัญ จึงตั้งใจเรียนอย่างน้อยเทียบเท่าคนทั่วไปที่เขาจบปริญญาตรี และมั่นใจว่าถ้ามีความรู้ความสามารถ มีปริญญาติดตัว ทำงานได้ และมีที่สักที่ที่ให้โอกาสเราทำงาน แต่ต้องพยายามให้มากกว่าคนอื่น"



"ถึง วันนี้ภูมิใจมากที่ตัวเองทำได้ขนาดนี้ อยากบอกหลายๆ คนว่าการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าเรามีความรู้ทุกๆ ที่ย่อมให้โอกาสเราในการทำงาน"

บัณฑิตใหม่หมาดๆ ย้อนอดีตว่า เกิดมาโดยไม่มีมือและเท้าทั้ง 2 ข้าง ทำให้แม่และครอบครัวแม่รังเกียจ กลัวว่าจะเป็นภาระจึงทิ้งไป เหลือเพียงพ่อที่รักลูกเหนือสิ่งอื่นใด ยืนยันที่จะเลี้ยง โดยพ่อซึ่งเปิดร้านไดนาโมจ้างพี่เลี้ยงมาคอยดูแล ต่อมาพ่อแต่งงานใหม่ มีลูกชายอีก 2 คน แต่ก็ไม่มีปัญหาใดๆ พ่อดูแลอย่างดี เปิดเผย ไม่เคยอายเวลาพาเธอไปเที่ยวข้างนอก

"พ่อมักคอยสอนเสมอว่า ไม่ต้องไปเกรงกลัวสายตาใคร ลูกพิการเพียงแค่ร่างกาย คนที่รังเกียจลูกต่างหากที่พิการใจ ลูกยังเดินได้ ช่วยเหลือตัวเองได้ทุกอย่าง ไม่ได้ทำตัวเป็นภาระของใคร จงภาคภูมิใจในความสามารถของลูก"

พ่อสอนให้เรียนรู้ที่จะยอมรับความ จริง เพื่อก้าวเดินต่อไปข้างหน้าและพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า ไม่มีสิ่งไหนในโลกใบนี้ที่หากเพียรพยายามอย่างเต็มกำลังแล้วจะทำไม่ได้

พ่อ จ้างครูมาสอนหนังสือ จนนุ้ยอ่านออกเขียนได้ ช่วยพ่อรับโทรศัพท์ลูกค้า และจดบันทึกไว้เวลาพ่อไม่อยู่ เมื่ออายุ 19 ปี เริ่มอยากเรียนที่ กศน. เพราะอยากมีงานทำ โดยคิดว่าเธอทำงานได้ ขอเพียงมีความรู้ จึงติดต่อจนเจอหัวหน้ากศน.เขตราษฎร์บูรณะ ท่านส่งคนมาดูและลองสอบเทียบความรู้ จากที่ไม่มีวุฒิเลยก็เริ่มเรียน ม.3 ใช้เวลา 3 ปีก็จบม.6 โดยการอ่านหนังสืออยู่ที่บ้าน ถึงเวลาก็ไปสอบ



ชีวิต หักเหอีกครั้งเมื่อปี 2543 หลังพ่อเสียชีวิตและทำบุญครบ 100 วัน ต้องออกจากบ้านเพราะไม่อยากเป็นภาระให้กับแม่เลี้ยง จึงตัดสินใจออกจากบ้านมาพร้อมกับพี่เลี้ยงที่เปรียบเสมือนแม่ ชื่อติ๋ม ต้องย้ายไปถึง 2 แห่งกว่าจะมาเจอครอบครัวรัชตะชัยอนันต์ เพื่อนเก่าของพ่อ ซึ่งรับนุ้ยกับแม่ติ๋มไปอยู่ด้วย ต่อมาได้พาไปเที่ยวที่พัทยา ทำให้รู้ข่าวโรงเรียนอาชีวพระมหาไถ่ พัทยา ที่ฝึกสอนวิชาชีพให้คนพิการ ทำให้มีความหวังในชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง

นุ้ยสอบติดและเข้าเรียนที่ โรงเรียนแห่งนี้ ในหลักสูตรคอมพิวเตอร์และการจัดการธุรกิจ ภาคภาษาอังกฤษ เป็นเวลา 2 ปี และเรียนจบในเดือนมีนาคม ปี 2545 โดยได้งานที่บริษัทโพสต์เวย์ ในตำแหน่งพนักงานขายทางโทร ศัพท์และดูแลเรื่องงานโฆษณาก่อนจบจริงถึง 2 เดือน

เมื่อต้องสอบเจ้า นายอนุญาตให้หยุด จึงต้องทำงานและเรียนไปพร้อมๆ กัน จากนั้นจึงเรียนต่อระดับปริญญาตรีที่มสธ. แต่ปรากฏว่าหลังทำงานได้เพียง 1 ปี 11 เดือน บริษัทต้องปิดตัว จึงตกงานอยู่นานถึง 1 ปีครึ่ง ก่อนกลับมามีงานทำที่ศูนย์คณะพระมหาไถ่ พัทยา ในตำแหน่งรับจองห้องพักเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

"ตอนพ่อเสียเหมือนเรือ ที่ขาดหางเสือ ไม่รู้จะเดินไปทางไหน เคยคิดอยากจะตายตามพ่อไป แต่มาได้คิดว่าพ่อสู้ทำทุกอย่างเพื่อให้ทุกคนที่ดูถูกและรังเกียจได้รู้ว่า ความพิการของเราไม่เคยเป็นภาระให้ใคร ดูแลตัวเองได้ดี เมื่อได้งานทำก็พิสูจน์ได้ว่าเรายังมีความสามารถทำงานได้เป็นอย่างดี ความพิการทางร่างกายไม่ได้เป็นอุปสรรค และคิดเสมอว่าการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญมาก ถ้ามีความรู้ย่อมมีโอกาสได้งานที่ดีทำ"

นุ้ยบอกอีกว่า อยากเป็นแรงบันดาลใจให้คนพิการหลายๆ คนที่พ่อแม่จะปิดกั้นลูกพิการให้อยู่กับบ้าน ทั้งที่จริงๆ แล้วควรปล่อยให้เขาออกข้างนอกให้เขาเคยชิน เพื่อให้เขาดำรงชีวิตได้อย่างคนทั่วไป สังคมไทยเป็นสังคมที่ดี มีคนข้างนอกคอยช่วยเหลือจำนวนมาก

ด้าน ผศ.ดร.สุภาภรณ์ ศรีดี อาจารย์ประจำสาขาวิชานิเทศศาสตร์ มสธ. กล่าวว่า นุ้ยเป็นคนร่าเริง ยิ้มแย้มตลอดเวลา อัธยาศัยดี มองโลกในแง่บวก เอาใจใส่กับการเรียน ไม่เข้าใจจะถาม ผิดก็แก้ทันที และเหมาะกับวิชาเอกประชาสัมพันธ์มาก เขามีความตั้งใจ และเพียรพยายาม เป็นคนฉลาด รับรู้ได้เร็ว จำได้ว่าวันสุดท้ายที่เขานำเสนองาน นุ้ยจะเป็นคนแรกที่อาสานำเสนอผลงาน เขาบอกว่าอยากให้คนได้รับรู้สิ่งที่เขาคิด

"ตลอดเวลาที่ได้ดูแลเขา ไม่ได้รู้สึกว่าเขาลักษณะพิเศษหรือแตกต่างจากคนอื่นเลย แต่กลับรู้สึกว่าเขาเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นๆ อีกหลายคนที่ท้อแท้ในชีวิต เขาสู้ชีวิต ไม่ท้อ พยายามไขว่คว้าหาความรู้จนสำเร็จปริญญาตรี มั่นใจว่าเขาจะต้องประสบความสำเร็จในชีวิตแน่นอน"


หน้า 25

http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROc1lXUXdNVEU1TURFMU13PT0=&sectionid=TURNeE5BPT0=&day=TWpBeE1DMHdNUzB4T1E9PQ==

สนามหลวง 2 โดย tataya : คลิกดูสักนิด เมื่อคิดจะซื้อ คิดจะขาย ทุก ๆ สิ่งที่สนามหลวง 2

สนามหลวง 2 โดย tataya : คลิกดูสักนิด เมื่อคิดจะซื้อ คิดจะขาย ทุก ๆ สิ่งที่สนามหลวง 2

http://sn2.tataya.net/

รมว.พาณิชย์โต้ประมูลข้าวโพดโปร่งใส หจก.นครสวรรค์ทุนน้อยได้งานใหญ่ห้ามไม่ได้ ไม่รู้คนพรรคไหน



วันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2553 เวลา 22:44:54 น. มติชนออนไลน์

รมว.พาณิชย์โต้ประมูลข้าวโพดโปร่งใส หจก.นครสวรรค์ทุนน้อยได้งานใหญ่ห้ามไม่ได้ ไม่รู้คนพรรคไหน

รม ว.พาณิชย์ ย้ำประมูลข้าวโพดโปร่งใส ได้ราคาดี แม้ หจก.นครสวรรค์เบจศิริกิจ จะมีทุนจดทะเบียนแค่ 5 ล้าน แจงกำหนดทุนผู้ร่วมประมูลไม่ได้ อาจเข้าข่ายฮั้วประมูล ยันไม่รู้เป็นคนของพรรคไหน

จากกรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2552 อนุมัติให้ระบายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในโกดังของรัฐบาลให้กับ ห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) นครสวรรค์เบญจศิริกิจ จำนวน 315,169 ตัน มูลค่า 1,454 ล้านบาท และ หจก.เทียนหงษ์ เทรดดิ้ง จำนวน 23,026 ตัน มูลค่า 136 ล้านบาท เฉลี่ยราคาตันละ 4,300-4,480 บาท แต่มีการตั้งข้อสังเกตุว่า หจก.นครสวรรค์เบญจศิริกิจ มีทุนจดทะเบียนเพียง 5 ล้านบาทเท่านั้น แต่ประมูลซื้อสินค้ามีมูลค่าสูงถึง 1,454 ล้านบาท อาจไม่สามารถทำตามสัญญาได้นั้น

เมื่อวันที่ 18 มกราคม นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การอนุมัติระบายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ผ่านขบวนการตามที่คณะกรรมการระบายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มีนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ อดีตรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และผ่านการพิจารณาเห็นชอบจาก ครม. ส่วนคุณสมบัติของผู้เข้าประมูล ก็เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีปี 2543 ที่ต้องเปิดโอกาสให้มีความเสมอภาคในการประมูลงานของรัฐ หากมีการกำหนดทุนจดทะเบียนก็เข้าข่ายผิดกฎหมายฮั้วประมูลได้ ฉะนั้นจึงไม่มีอะไรในขบวนการที่น่าสงสัย และการพิจารณาระบายก็พิจารณาจากราคาดีที่สุด

เราไม่รู้จักเป็นการส่วนตัวหรือรับทราบว่าใครมาประมูลได้ มาจากพรรคใด หรือบริษัทนั้นมีทุนจดทะเบียน 5 หรือ 10 ล้านบาท เพิ่งรู้จากข่าว และเราไม่ได้เป็นคนอนุมัติโดยตรง เป็นเรื่องของวิธีการปฎิบัติเขาทำกัน มีการควบคุมด้วยคณะกรรมการระบายข้าวโพด เขาทำตามกติกา ก็ได้ไป เรื่องข้อกังวลก็เป็นได้ แต่อยากให้รู้ข้อมูลในแง่กฎหมายที่กีดกันใครไม่ได้ ที่ขายเพราะราคาที่เสนอซื้อดีที่สุดในขณะนั้น และไม่มีการสมยอมราคากัน ส่วนตัวไม่มองว่าเป็นประเด็นการเมือง น่าจะเป็นเรื่องความไม่เข้าใจในเรื่องกฎหมาย “ นางพรทิวากล่าวและว่า อย่างไรก็ตาม เมื่ออนุมัติแล้ว ก็ต้องติดตามดูว่าผู้ที่ชนะประมูลปฎิบัติได้ตามเงื่อนไขหรือไม่ หากไม่ปฎิบัติก็ต้องริบเงินค้ำประกัน ขึ้นบัญชีดำห้ามเข้าร่วมโครงการรัฐ

นางพรทิวา กล่าวว่า ในการประชุม ครม.วันที่ 19 มกราคม อาจมีการเสนอชื่อประธานคณะกรรมการองค์การคลังสินค้า(อคส.) และกรรมการบอร์ดทั้ง 7 คน ขณะนี้มีการพิจารณา 2-3 รายที่มีความเชี่ยวชาญด้านการค้าและการบริหารงานองค์กร เพื่อให้เข้ามาปรับปรุง อคส. ต่อไป ส่วนสัญญาเช่าไซโลของอคส.กับบริษัท จีจีเอฟ (ไทยแลนด์) จำกัด นั้นทาง อคส.ได้ยกเลิกสัญญาแล้ว ส่วนเอกชนยังไม่มีการแสดงท่าทีต่อการบอกเลิกสัญญาของ อคส.

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าว " มติชน " ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อมูล หจก.นครสวรรค์เบญจศิริกิจ ที่ 65/2 หมู่ที่ 8 ต.พยุหะ อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ พบว่า หจก.แห่งนี้ มีตัวตนอยู่จริง โดยบริเวณหน้าทางเข้าพบว่า ป้ายชื่อหจก.เป็นแผ่นป้ายพลาสติก ผูกติดไว้ ด้านบนป้ายชื่อบริษัท ธนปณชัย จำกัด อีกที ขณะที่บริเวณรั้วทางเข้าติดป้ายประกาศโครงการรับจำนำข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ประจำปี 2551/2552 ขององค์การคลังสินค้า (อคส.) และระบุข้อความว่าเป็นหน่วยรับฝากสินค้าข้าวโพดของรัฐบาลไว้ด้วย ขณะที่ป้ายพสาติกอีกแผ่นหนึ่ง ที่ผูกติดบริเวณรั้วใกล้เคียงกัน เป็นป้ายหาเสียงของพรรคภูมิใจไทย ถึงนโยบาย " 1 หมู่บ้าน 1ลานกีฬา " ระบุชื่อ นายทรงศักดิ์ ส่งเสริมอุดมชัย อดีต ส.จ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ และอดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคมัชฌิมาธิปไตยและพรรคชาติไทย อยู่ใต้สโลแกนด้วย

เมื่อผู้สื่อข่าวเดินเข้าไปภายในสำนักงาน ของหจก.นครสวรรค์ฯ เพื่อขอสัมภาษณ์ผู้บริหาร พบว่าภายในสำนักงานฯ มีหญิงสาว 2 คน เป็นพนักงานเสมียน กำลังอ่านข่าวการประมูลข้าวโพดของหจก.นครสวรรค์ฯ ที่ตีพิมพ์ใน นสพ.มติชน อยู่

เมื่อผู้สื่อข่าวแจ้งว่าขอสัมภาษณ์ผู้บริหาร ได้รับการยืนยันว่า ผู้บริหารไม่อยู่ และไม่สามารถให้ข้อมูลได้ เมื่อผู้สื่อข่าวยืนยันว่าต้องการขอสัมภาษณ์ เจ้าหน้าที่รายหนึ่งจึงให้นั่งรอ จากนั้นโทรศัพท์ถึงผู้บริหารรายหนึ่ง ก่อนแจ้งให้รับทราบว่า ผู้บริหารไม่สะดวก ขอให้ทิ้งเบอร์โทรศัพท์ไว้ แล้วจะติดต่อกลับไปภายหลัง ขณะที่เจ้าหน้าที่อีกคนพูดแซวขึ้นว่า " งานเข้าแล้ว " เมื่อผู้สื่อข่าวจะขอเบอร์มือถือผู้บริหาร และขอเข้าไปดูโกดัง ก็ได้รับการปฎิเสธว่า " ไม่สะดวกเช่นกัน "

จากนั้นผู้สื่อข่าวเดินตรวจสอบสภาพของ หจก.นครสวรรค์ฯ จากภายนอกรั้ว พบว่าภายในมีอาคารสำนักงาน 1 แห่ง และโกดัง 3-4 แห่ง แต่ทั้งตัวสำนักงานและโกดังอยู่ในสภาพเก่า มีรถบรรทุกอยู่ไม่กี่คัน คนงานก็มีอยู่ไม่กี่คน และไม่ได้ทำงานกันแต่อย่างใด ต่อมาเจ้าหน้าที่แจ้งว่า ผู้บริหารกำลังเดินทางมา ให้เข้าไปนั่งรอในสำนักงาน

ต่อมามีชายวัยกลางคนรายหนึ่งเดินเข้ามาและแนะนำตัวว่าชื่อนายทรงศักดิ์ ส่งเสริมอุดมชัย และพร้อมที่จะชี้แจงข้อมูลทั้งหมด เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงน.ส.ทรรศนีย์ ส่งเสริมอุดมชัย และนายวีระ บำรุงศรี ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ได้รับแจ้งว่า ทั้งสองคนไม่อยู่ แต่ตนเป็นพี่ชายน.ส.ทรรศนีย์ สามารถพูดแทนได้ทุกเรื่อง จากนั้นนายทรงศักดิ์ ชี้แจงรายละเอียดการประมูลซื้อข้าวโพดล็อตนี้ ว่า เป็นความตั้งใจของหจก.นครสวรรค์ฯ เพราะมองเห็นลู่ทางทำกำไร

" ข้าวโพดล็อตนี้เป็นล็อตสุดท้าย จากทั้งหมดที่รัฐบาลรับจำนำและระบายออกไปก่อนหน้านี้ ซึ่งมีสภาพไม่ดี และไม่มีผู้ส่งออกรายใดต้องการ แต่เราเชื่อมั่นว่าสินค้าส่วนนี้ ต้องทำกำไรได้แน่นอน เพราะเชื่อว่าภาวะการขาดแคลนอาหารทั่วโลก ยังคงมีอยู่ต่อไป จึงตัดสินใจเข้าไปซื้อ ส่วนที่เสนอราคาซื้อสูงเพราะไม่รู้ว่าคนอื่นให้เท่าไหร่ ก็เลยดำน้ำให้ราคาไป " นายทรงศักดิ์กล่าว

เมื่อถามว่า เมื่อรู้ว่าสินค้ามีคุณภาพไม่ดี ทำไมถึงกล้าซื้อ นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า เราเชื่อมั่นในศักยภาพของเราว่าสามารถปรับปรุงสินค้าเหล่านี้ให้มีคุณภาพได้ เพราะเราทำธุรกิจข้าวโพดมากว่า 30 ปี วิธีการที่ใช้ก็คือ เมื่อได้รับสินค้ามาแล้ว ก็จะนำมาปรับปรุงคุณภาพ ก่อนจะเอาสินค้าใหม่ที่รับซื้อมาจากเกษตรกรในพื้นที่มาผสม และส่งออกตามออเดอร์ที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย หรือสิงคโปร์

ส่วนเรื่องทุนจดทะเบียนที่มีเพียงแค่ 5 ล้านบาท นายทรงศักดิ์กล่าวว่า ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ เพราะใช้วิธียืมเงินจากพี่น้อง คนรู้จักมาลงขัน เพื่อไปออกหนังสือค้ำประกันจากธนาคารกรุงเทพ มูลค่า 70 ล้านบาท และยื่นเป็นหลักฐานไว้กับ อคส. เมื่อชนะประมูลก็จะทยอยขนสินค้าออกมาจากคลังที่แม่สอด จ.ตาก เพื่อปรับปรุงคุณภาพ จากนั้นจะเริ่มส่งสินค้าให้ลูกค้าในต่างประเทศ เมื่อได้เงินมา ก็ค่อยนำไปให้ อคส. เป็นงวดๆ ทีละ 5 ล้านบาท 10 ล้านบาท 20 ล้านบาท

" ขณะนี้สินค้าที่นำออกมา เป็นส่วนหนึ่งเท่านั้น คาดว่าภายใน 3-4 เดือน น่าจะระบายออกไปได้หมด ส่วนจะได้กำไรเท่าไหร่ ยังไม่สามารถบอกได้ แต่ผมมองว่าไม่ใช่เรื่องแปลก เป็นเรื่องปกติที่ผู้ส่งออกทำกัน ผมจะไปเอาเงินพันกว่าล้านบาทจากไหนมาซื้อ ไม่เชื่อลองไปดู บริษัทอื่นแถวเชียงใหม่ ทำยิ่งกว่าผมอีก ไม่มีโกดังเป็นของตนเอง เมื่อได้สินค้ามา ก็ไปเช่าโกดังคนอื่นฝากไว้ เพื่อรอการขายต่ออีกที " นายทรงศักดิ์กล่าว และว่า ตอนนี้โกดังหยุดพักหนึ่ง เพราะราคาข้าวโพดที่ตลาดชิคาโกเริ่มตก เรือส่งสินค้ายังไม่เข้ามาก็เลยให้คนงานพักผ่อนกันก่อน

เมื่อถามว่า ทำไมข้าวโพดถึงเสื่อมคุณภาพ ทั้งที่เก็บไว้ไม่นาน นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับคลังสินค้าแต่ละแห่งว่าดูแลอย่างไร ส่วนใหญ่ที่มีปัญหาเพราะไม่นำข้าวโพดใส่กระสอบ เอาไปวางกองไว้เฉยๆ ซึ่ง หจก.ของผม เป็นคลังเก็บข้าวโพดของรัฐบาลเหมือนกัน และตอนนี้รัฐก็เอาไปประมูลขายหมดแล้ว ซึ่งไม่พบว่ามีปัญหาอะไร

เมื่อถามว่า รู้จักนักการเมืองในกลุ่มมัชฌิมาธิปไตยหรือไม่ นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า " ผมไม่เคยอยู่พรรคมัชฌิมาฯ ไม่เคยรู้จักคุณพรทิวา (นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์) รวมถึงคุณสมศักดิ์ เทพสุทิน (หัวหน้ากลุ่มมัชฌิมาฯ) ผมเคยอยู่กับพรรคชาติไทย และพรรคภูมิใจไทยเท่านั้น การเข้าไปพรรคภูมิใจไทย เพราะได้รับการแนะนำจากผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ส่วนเส้นทางการเมืองในอนาคต ยังไม่มีความชัดเจน ยังไม่รู้ว่าถ้ามีเลือกตั้งอีกครั้งจะเข้าไปดีหรือไม่ เพราะตอนนี้ ใจอยากจะทำการค้าขายอย่างเดียว " นายทรงศักดิ์กล่าว


http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1263818893&grpid=01&catid=

เขายายเที่ยง โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์



วันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2553 เวลา 21:00:41 น. มติชนออนไลน์

เขายายเที่ยง

โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

เสียดายที่ผมไม่ได้เป็นโฆษกของสำนักงานอัยการสูงสุด เพราะผมน่าจะให้เหตุผลที่ไม่ฟ้องพลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้ดีกว่านี้ แต่ในขณะเดียวกัน สำนักงานอัยการสูงสุดก็คงพังไปมากกว่านี้ด้วย หากได้ผมไปเป็นโฆษก

เหตุผลที่ท่านโฆษกแถลงการณ์ไม่ฟ้องพลเอกสุรยุทธ์ก็คือ ไม่มีเจตนา ในทรรศนะของผมแล้ว นี่ฟังไม่ขึ้นเลยครับ

ซื้อที่ดิน 20 ไร่ โดยปราศจากเอกสารสิทธิใดๆ เพียงแต่แจ้งให้องค์กรปกครองท้องที่ทราบว่า ตนจะเป็นผู้เสียภาษีบำรุงท้องที่เป็นรายต่อไป ผู้ซื้อทราบหรือไม่ว่า ลักษณะการซื้อขายที่ดินเช่นนี้ย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมายและเจตนารมณ์ของกฎหมาย กรณีซื้อที่ดิน "มือเปล่า" เช่นนี้เกิดในเมืองไทยมากว่าครึ่งศตวรรษแล้ว และเป็นที่รู้โดยทั่วไปว่า นี่เป็นการซื้อขายที่กฎหมายไม่รับรอง และมักจะเกิดในที่ดินซึ่งโดยกฎหมายแล้วซื้อขายไม่ได้ เช่น ป่าสงวน, พื้นที่ซึ่งรัฐมอบให้ประชาชนยากจนทำกิน, พื้นที่ ส.ป.ก. ฯลฯ

ผมยอมรับว่า ผู้ซื้อที่ดินประเภทนี้บางราย สามารถใช้อำนาจเงินหรืออำนาจทางอื่นของตน ไปทำให้เจ้าหน้าที่กรมที่ดินออกเอกสารสิทธิให้ได้ในภายหลัง เป็นเอกสารสิทธิที่ออกให้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ส่วนใหญ่แล้วรัฐก็ไม่สามารถตามไปเอาคืนได้ บางรายไม่สนใจว่าจะได้เอกสารสิทธิหรือไม่ แต่ใช้ที่ดินนั้นทำธุรกิจหากำไร และมักจะทำได้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ โดยรัฐไม่เคยสนใจจะไปขับไล่แต่อย่างใด อย่างเดียวกับเปิดสถานบันเทิงในกรุงเทพฯโดยไม่ต้องขออนุญาต เพราะรัฐก็ไม่เคยไปตรวจสอบหรือปิดกิจการ ยกเว้นแต่เกิดเหตุไฟไหม้จนคนตาย หรือเปิดบ่อนให้อึกทึกเกินไปเท่านั้น

พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ กฎหมายไทยมีไว้ แต่มักไม่ค่อยได้บังคับใช้จริงจัง โดยเฉพาะกฎหมายที่ดินสาธารณะทั้งหลาย

หากเป็นชาวบ้านธรรมดา ซื้อขายที่ดินประเภทนี้โดยไม่รู้ว่าใบรับเงินเสียภาษีท้องที่ไม่ใช่เอกสาร สิทธิ ก็พอเข้าใจได้หรอกครับ แต่คนที่เป็นแม่ทัพภาค, แม่ทัพบก, ผบ.สส., องคมนตรี และนายกรัฐมนตรี บอกว่าสำคัญผิดในเรื่องการถือครองที่ดินประเภทนี้ จึงรับซื้อมาโดยไม่เข้าใจกฎหมายและเจตนารมณ์ของกฎหมาย จะฟังขึ้นหรือครับ

และถ้าพลเอกสุรยุทธ์รู้สถานะที่แท้จริงของที่ดินซึ่งตัวรับซื้อมาแต่ต้น จะบอกว่าไม่เจตนาได้หรือครับ

เจตนาคืออะไร ถ้าไม่ใช่ความรู้ว่าตัวทำอะไรอยู่ และมีผลกระทบอย่างไรต่อกฎหมายและสังคมโดยรวม หากแถลงเหตุผลที่ไม่ฟ้องพลเอกสุรยุทธ์อย่างนี้ จะมิเป็นการส่งสัญญาณให้คนมีเงินและมีอำนาจทั้งหลายรู้ว่า จงสั่งสมที่ดินประเภทนี้ไว้เถิด เพียงแต่อย่าซื้อโดยตรงจากชาวบ้านผู้ได้รับสิทธิทำกินบนที่ดิน หาชาวบ้านอื่นมารับซื้อไปก่อน แล้วท่านจึงค่อยรับซื้อต่อจากชาวบ้านรายที่สอง เพื่อแสดงว่าท่านไม่ได้มีเจตนาบุกรุกที่ดินอันเป็นสมบัติสาธารณะ อย่างเลวร้ายที่สุดก็คือรัฐยึดที่ดินนั้นคืนไป แต่ท่านไม่มีความผิดตามกฎหมาย

เพราะฉะนั้น หากผมเป็นโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ผมจะไม่แถลงเหตุผลอย่างนี้เป็นอันขาด แต่ผมจะแถลงว่า เฮ้ย ใครๆ เขาก็ทำกันอย่างนี้ทั้งนั้นแหละ

นักกฎหมายไทยคงร้องกันขรมว่า พูดอย่างนี้ได้อย่างไร เพราะไม่ว่ากฎหมายจะถูกละเมิดอย่างไร กฎหมายก็ยังเป็นกฎหมายอยู่นั่นเอง อย่างไรเสียก็ต้องรักษาความ "ศักดิ์สิทธิ์" ของกฎหมายเอาไว้

แต่ผมซึ่งไม่เคยเรียนกฎหมายเลยกลับเห็นตรงกันข้าม ความ "ศักดิ์สิทธิ์" ของกฎหมายไม่ได้มีขึ้นเพราะมันเป็นกฎหมาย หรือเพราะเคยถูกพิมพ์ในราชกิจจาฯ ถ้าความ "ศักดิ์สิทธิ์" เกิดได้เพียงเท่านั้น ผมเสนอให้เราเขียนกฎหมายเป็นภาษาบาลีดีกว่า จะได้เอาไว้สวดกันทุกเช้า-เย็นด้วย

ความ "ศักดิ์สิทธิ์" ของกฎหมายเกิดขึ้นได้ เพราะถูกบังคับใช้เป็นประจำและอย่างสม่ำเสมอครับ กฎหมายใดไม่ถูกบังคับใช้เป็นประจำ หรือไม่ถูกบังคับใช้อย่างสม่ำเสมอ กฎหมายนั้นก็หมดความ "ศักดิ์สิทธิ์" ลง หมดลงในชีวิตจริงของผู้คนนะครับ ไม่ว่านักกฎหมายจะร้องแรกแหกกระเชออย่างไรก็ตาม

กฎหมายที่บังคับให้ผู้ขี่จักรยานในถนนสาธารณะต้องมีใบขับขี่เป็นตัวอย่าง อันหนึ่ง จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่ได้ยกเลิกกฎหมายนี้ แต่ไม่มีใครบังคับใช้มานานเต็มทีแล้ว จนกระทั่งหากตำรวจจราจรคนใดจับคนขี่จักรยานที่ไม่มีใบขับขี่ ผมคิดว่าผู้บังคับบัญชาควรสั่งขังตำรวจจราจรคนนั้นทันที เพราะ "มึงจะไถเขาแน่"

ในสหรัฐ ศาลยกฟ้องจำเลยมามากแล้ว หากสามารถพิสูจน์ได้ว่า กฎหมายที่เขาละเมิด (ไม่ว่าจะมีเจตนาหรือไม่) เป็นกฎหมายที่ไม่เคยบังคับใช้เป็นปกติ หรือไม่ได้บังคับใช้อย่างสม่ำเสมอ

ในประเทศที่อำนาจตุลาการเป็นอิสระอย่างแท้จริง กล่าวคือ ไม่ใช่อิสระเฉพาะการบังคับบัญชาและระบบเงินเดือน แต่อิสระเข้าไปถึงวิธีคิดหรือสมองของผู้พิพากษาด้วย อำนาจตุลาการจะคอยถ่วงดุลอำนาจฝ่ายบริหารอย่างรัดกุมเสมอ กฎหมายที่ไม่ได้บังคับใช้เป็นปกติหรือไม่ได้บังคับใช้อย่างสม่ำเสมอ คือการมอบอำนาจให้รัฐอย่างไม่มีประมาณ เพราะรัฐอาจเลือกปฏิบัติต่อพลเมืองได้ตามใจชอบ มีกฎหมายไว้ปราบปรามกดขี่เฉพาะคนที่เป็นศัตรูกับรัฐ จึงเป็นอันตรายต่อสังคมเสียยิ่งกว่าปล่อยผู้ละเมิดให้พ้นผิด... ครับ เพื่อผดุงความ "ศักดิ์สิทธิ์" ของกฎหมายเอาไว้

หากโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุดแถลงอย่างนี้ จะเปิดให้คนพากันละเมิดกฎหมายกันเป็นการใหญ่หรือไม่ เปิดครับ เปิดแน่เลย จนกลายเป็นเงื่อนไขบังคับให้กระบวนการยุติธรรมของไทยต้องเลิกเลือกปฏิบัติ หรือ "สองมาตรฐาน" ตามสำนวนของแกนนำเสื้อแดงเสียที และอย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ปัญหาเรื่องการบุกรุกที่ดินสาธารณะนั้น ไม่ได้จำกัดอยู่แต่เพียงบ้านพักตากอากาศของพลเอกสุรยุทธ์เท่านั้น แต่รวมเป็นพื้นที่คงจะหลายล้านไร่ทั่วประเทศ จะแก้ไขกันอย่างไร ก็ต้องคิดอย่างจริงจังเสียที เพื่อให้เกิดทั้งสมรรถนะและความเป็นธรรมในสังคม

ฉะนั้น เมื่อพูดถึงพลเอกสุรยุทธ์กับเขายายเที่ยงแล้ว จึงอดที่จะพูดถึงเสื้อแดงกับเขายายเที่ยงด้วยไม่ได้

ตราบเท่าที่เสื้อแดงยังต่อสู้ให้ทักษิณ ผมเชื่อว่าพลังของเสื้อแดงมีแต่จะเสื่อมถอยลงไปเรื่อยๆ (เช่นเดียวกับเสื้อเหลือง หากยังต่อสู้เพื่อขจัดทักษิณเป็นประเด็นหลัก ผมก็เชื่อว่าพลังของเสื้อเหลืองมีแต่จะเสื่อมถอยลงไปเรื่อยๆ เช่นกัน) ร้ายยิ่งไปกว่านั้น ยังเป็นการดูแคลนคนไทยโดยทั่วไป ทั้งที่สวมและไม่ได้สวมเสื้อแดง

จะยกขึ้นไปบนเขายายเที่ยงก็ไม่ว่า แม้แต่จะเอาพลเอกสุรยุทธ์เป็นเป้าทางยุทธวิธีก็ไม่ว่าอีกเหมือนกัน เพราะทำให้เห็นรูปธรรมได้เด่นชัด แต่ขอโทษเถิดครับ ยุทธศาสตร์คืออะไรเล่าครับ หากยุทธศาสตร์มีเพียงเป็นเครื่องมือทางการเมืองให้ทักษิณ จะหวังให้คนส่วนใหญ่เข้าไปร่วมย่อมเป็นไปไม่ได้

เพราะการเลือกปฏิบัติด้วยสองมาตรฐานนั้นเป็นปัญหาแก่คนไทยทั้งประเทศ เป็นปัญหาเสียยิ่งกว่าที่ทักษิณโดนเสียอีก ยิ่งคิดเลยไปถึงการกระจายการถือครองที่ดินของไทย ก็ยิ่งจะเห็นปัญหามหึมาที่คนไทยส่วนใหญ่ต้องเผชิญอยู่เวลานี้ นั่นคือเข้าไม่ถึงที่ดิน ไม่ว่าจะเพื่อใช้ประโยชน์ในการผลิต หรือเพียงเพื่อจ่อมอาศัยกินอยู่หลับนอนเหมือนมนุษย์ปกติ

อย่าคิดแต่เรื่องเกษตรกรรมเท่านั้นนะครับ การกระจายการถือครองที่ดินอย่างเลวร้ายดังที่มีในประเทศไทย ย่อมหมายถึงการลงทุนภาคอุตสาหกรรมและบริการที่สิ้นเปลืองโดยไม่จำเป็น เพราะต้องลงทุนซื้อที่ดิน (อันเป็นปัจจัยการผลิตที่ไม่ผลิต) ในสัดส่วนที่สูงมากของเงินลงทุน - ผมคิดว่าราคาที่ดินเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนมากกว่าสิ่งแวดล้อมที่ดีเสียอีก ไม่จำเป็นต้องขู่ว่านักลงทุนญี่ปุ่นจะย้ายทุนหนีเพราะกรณีมาบตาพุด นักลงทุนญี่ปุ่นสามารถทำสกปรกในเมืองญี่ปุ่นได้เท่ากับมาบตาพุดหรือ คนไทยเป็นสัตว์ชั้นต่ำขนาดที่ไม่มีสิทธิจะมีชีวิตในสิ่งแวดล้อมที่ดีเท่าพี่ ยุ่นหรือ - นอกจากนี้ควรคิดเลยไปถึงแรงงานในภาคอุตสาหกรรมและบริการอีกมาก ที่น่าจะสามารถเช่าห้องพักได้ถูกลง จนกระทั่งมีมาตรฐานการครองชีพที่ดีขึ้นอีกด้วย หรือแม้แต่คนชั้นกลางจะสามารถวางดาวน์ผ่อนบ้านได้มากขึ้นด้วย

นี่เป็นตัวอย่างของปัญหาที่คนไทยเผชิญอยู่จำนวนมาก ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับทักษิณเลย รวมทั้งตัวทักษิณเองก็ไม่เคยมีประวัติว่าได้พยายามหรือแม้แต่คิดจะแก้ปัญหา การกระจุกตัวของการถือครองที่ดิน "สองมาตรฐาน" นั้นไม่ใช่คุณสมบัติพิเศษของรัฐบาลอภิสิทธิ์ แต่เป็นมาตรการปกติที่รัฐบาลไทยทุกรัฐบาลทำมาอย่างต่อเนื่อง (ตั้งแต่สุโขทัย) แล้ว เราอยากได้ประชาธิปไตยก็เพื่อจะไม่มีใครถูกเลือกปฏิบัติอีกไงครับ

โดยไม่เกี่ยวอะไรกับทักษิณ เสื้อแดง (รวมทั้งเสื้อเหลือง) ต้องพูดถึงความไม่เป็นธรรมที่คนไทยส่วนใหญ่ได้รับ ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร แรงงาน ผู้หญิง ผู้พิการ ผู้ติดเชื้อ ผู้ถูกท่องเที่ยว ผู้ถูก "พัฒนา" คนจน คนสลัม ผู้ค้ารายย่อย นักเรียนอาชีวะ ฯลฯ และต้องรณรงค์เพื่อชีวิตที่ดีกว่าของคนเหล่านั้น คนเหล่านั้นคือผู้ที่ถูก "สองมาตรฐาน" เอารัดเอาเปรียบและกลั่นแกล้งมามากและนาน ทั้งมากและนานกว่าทักษิณเสียอีก

เหตุใดเราจึงต้องไปควักกระเป๋าและทนลำบากร่วมกับเสื้อแดงหรือเสื้อเหลือง เพื่อสนับสนุนหรือพิฆาตทักษิณ ในเมื่อเรามีปัญหาจริงในชีวิตจริงอีกมากมายที่ต้องเคลื่อนไหวเพื่อแก้ไข เปลี่ยนแปลง ถึงทักษิณกลับมาเป็นนายกฯ เราก็ต้องต่อสู้กับทักษิณเหมือนกับที่ต้องต่อสู้กับนายกฯ คนอื่นๆ นั่นแหละ

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1263811246&grpid=no&catid=02