จากกรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2552 อนุมัติให้ระบายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในโกดังของรัฐบาลให้กับ ห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) นครสวรรค์เบญจศิริกิจ จำนวน 315,169 ตัน มูลค่า 1,454 ล้านบาท และ หจก.เทียนหงษ์ เทรดดิ้ง จำนวน 23,026 ตัน มูลค่า 136 ล้านบาท เฉลี่ยราคาตันละ 4,300-4,480 บาท แต่มีการตั้งข้อสังเกตุว่า หจก.นครสวรรค์เบญจศิริกิจ มีทุนจดทะเบียนเพียง 5 ล้านบาทเท่านั้น แต่ประมูลซื้อสินค้ามีมูลค่าสูงถึง 1,454 ล้านบาท อาจไม่สามารถทำตามสัญญาได้นั้น
เมื่อวันที่ 18 มกราคม นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การอนุมัติระบายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ผ่านขบวนการตามที่คณะกรรมการระบายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มีนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ อดีตรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และผ่านการพิจารณาเห็นชอบจาก ครม. ส่วนคุณสมบัติของผู้เข้าประมูล ก็เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีปี 2543 ที่ต้องเปิดโอกาสให้มีความเสมอภาคในการประมูลงานของรัฐ หากมีการกำหนดทุนจดทะเบียนก็เข้าข่ายผิดกฎหมายฮั้วประมูลได้ ฉะนั้นจึงไม่มีอะไรในขบวนการที่น่าสงสัย และการพิจารณาระบายก็พิจารณาจากราคาดีที่สุด
“ เราไม่รู้จักเป็นการส่วนตัวหรือรับทราบว่าใครมาประมูลได้ มาจากพรรคใด หรือบริษัทนั้นมีทุนจดทะเบียน 5 หรือ 10 ล้านบาท เพิ่งรู้จากข่าว และเราไม่ได้เป็นคนอนุมัติโดยตรง เป็นเรื่องของวิธีการปฎิบัติเขาทำกัน มีการควบคุมด้วยคณะกรรมการระบายข้าวโพด เขาทำตามกติกา ก็ได้ไป เรื่องข้อกังวลก็เป็นได้ แต่อยากให้รู้ข้อมูลในแง่กฎหมายที่กีดกันใครไม่ได้ ที่ขายเพราะราคาที่เสนอซื้อดีที่สุดในขณะนั้น และไม่มีการสมยอมราคากัน ส่วนตัวไม่มองว่าเป็นประเด็นการเมือง น่าจะเป็นเรื่องความไม่เข้าใจในเรื่องกฎหมาย “ นางพรทิวากล่าวและว่า อย่างไรก็ตาม เมื่ออนุมัติแล้ว ก็ต้องติดตามดูว่าผู้ที่ชนะประมูลปฎิบัติได้ตามเงื่อนไขหรือไม่ หากไม่ปฎิบัติก็ต้องริบเงินค้ำประกัน ขึ้นบัญชีดำห้ามเข้าร่วมโครงการรัฐ
นางพรทิวา กล่าวว่า ในการประชุม ครม.วันที่ 19 มกราคม อาจมีการเสนอชื่อประธานคณะกรรมการองค์การคลังสินค้า(อคส.) และกรรมการบอร์ดทั้ง 7 คน ขณะนี้มีการพิจารณา 2-3 รายที่มีความเชี่ยวชาญด้านการค้าและการบริหารงานองค์กร เพื่อให้เข้ามาปรับปรุง อคส. ต่อไป ส่วนสัญญาเช่าไซโลของอคส.กับบริษัท จีจีเอฟ (ไทยแลนด์) จำกัด นั้นทาง อคส.ได้ยกเลิกสัญญาแล้ว ส่วนเอกชนยังไม่มีการแสดงท่าทีต่อการบอกเลิกสัญญาของ อคส.
วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าว " มติชน " ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อมูล หจก.นครสวรรค์เบญจศิริกิจ ที่ 65/2 หมู่ที่ 8 ต.พยุหะ อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ พบว่า หจก.แห่งนี้ มีตัวตนอยู่จริง โดยบริเวณหน้าทางเข้าพบว่า ป้ายชื่อหจก.เป็นแผ่นป้ายพลาสติก ผูกติดไว้ ด้านบนป้ายชื่อบริษัท ธนปณชัย จำกัด อีกที ขณะที่บริเวณรั้วทางเข้าติดป้ายประกาศโครงการรับจำนำข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ประจำปี 2551/2552 ขององค์การคลังสินค้า (อคส.) และระบุข้อความว่าเป็นหน่วยรับฝากสินค้าข้าวโพดของรัฐบาลไว้ด้วย ขณะที่ป้ายพสาติกอีกแผ่นหนึ่ง ที่ผูกติดบริเวณรั้วใกล้เคียงกัน เป็นป้ายหาเสียงของพรรคภูมิใจไทย ถึงนโยบาย " 1 หมู่บ้าน 1ลานกีฬา " ระบุชื่อ นายทรงศักดิ์ ส่งเสริมอุดมชัย อดีต ส.จ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ และอดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคมัชฌิมาธิปไตยและพรรคชาติไทย อยู่ใต้สโลแกนด้วย
เมื่อผู้สื่อข่าวเดินเข้าไปภายในสำนักงาน ของหจก.นครสวรรค์ฯ เพื่อขอสัมภาษณ์ผู้บริหาร พบว่าภายในสำนักงานฯ มีหญิงสาว 2 คน เป็นพนักงานเสมียน กำลังอ่านข่าวการประมูลข้าวโพดของหจก.นครสวรรค์ฯ ที่ตีพิมพ์ใน นสพ.มติชน อยู่
เมื่อผู้สื่อข่าวแจ้งว่าขอสัมภาษณ์ผู้บริหาร ได้รับการยืนยันว่า ผู้บริหารไม่อยู่ และไม่สามารถให้ข้อมูลได้ เมื่อผู้สื่อข่าวยืนยันว่าต้องการขอสัมภาษณ์ เจ้าหน้าที่รายหนึ่งจึงให้นั่งรอ จากนั้นโทรศัพท์ถึงผู้บริหารรายหนึ่ง ก่อนแจ้งให้รับทราบว่า ผู้บริหารไม่สะดวก ขอให้ทิ้งเบอร์โทรศัพท์ไว้ แล้วจะติดต่อกลับไปภายหลัง ขณะที่เจ้าหน้าที่อีกคนพูดแซวขึ้นว่า " งานเข้าแล้ว " เมื่อผู้สื่อข่าวจะขอเบอร์มือถือผู้บริหาร และขอเข้าไปดูโกดัง ก็ได้รับการปฎิเสธว่า " ไม่สะดวกเช่นกัน "
จากนั้นผู้สื่อข่าวเดินตรวจสอบสภาพของ หจก.นครสวรรค์ฯ จากภายนอกรั้ว พบว่าภายในมีอาคารสำนักงาน 1 แห่ง และโกดัง 3-4 แห่ง แต่ทั้งตัวสำนักงานและโกดังอยู่ในสภาพเก่า มีรถบรรทุกอยู่ไม่กี่คัน คนงานก็มีอยู่ไม่กี่คน และไม่ได้ทำงานกันแต่อย่างใด ต่อมาเจ้าหน้าที่แจ้งว่า ผู้บริหารกำลังเดินทางมา ให้เข้าไปนั่งรอในสำนักงาน
ต่อมามีชายวัยกลางคนรายหนึ่งเดินเข้ามาและแนะนำตัวว่าชื่อนายทรงศักดิ์ ส่งเสริมอุดมชัย และพร้อมที่จะชี้แจงข้อมูลทั้งหมด เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงน.ส.ทรรศนีย์ ส่งเสริมอุดมชัย และนายวีระ บำรุงศรี ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ได้รับแจ้งว่า ทั้งสองคนไม่อยู่ แต่ตนเป็นพี่ชายน.ส.ทรรศนีย์ สามารถพูดแทนได้ทุกเรื่อง จากนั้นนายทรงศักดิ์ ชี้แจงรายละเอียดการประมูลซื้อข้าวโพดล็อตนี้ ว่า เป็นความตั้งใจของหจก.นครสวรรค์ฯ เพราะมองเห็นลู่ทางทำกำไร
" ข้าวโพดล็อตนี้เป็นล็อตสุดท้าย จากทั้งหมดที่รัฐบาลรับจำนำและระบายออกไปก่อนหน้านี้ ซึ่งมีสภาพไม่ดี และไม่มีผู้ส่งออกรายใดต้องการ แต่เราเชื่อมั่นว่าสินค้าส่วนนี้ ต้องทำกำไรได้แน่นอน เพราะเชื่อว่าภาวะการขาดแคลนอาหารทั่วโลก ยังคงมีอยู่ต่อไป จึงตัดสินใจเข้าไปซื้อ ส่วนที่เสนอราคาซื้อสูงเพราะไม่รู้ว่าคนอื่นให้เท่าไหร่ ก็เลยดำน้ำให้ราคาไป " นายทรงศักดิ์กล่าว
เมื่อถามว่า เมื่อรู้ว่าสินค้ามีคุณภาพไม่ดี ทำไมถึงกล้าซื้อ นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า เราเชื่อมั่นในศักยภาพของเราว่าสามารถปรับปรุงสินค้าเหล่านี้ให้มีคุณภาพได้ เพราะเราทำธุรกิจข้าวโพดมากว่า 30 ปี วิธีการที่ใช้ก็คือ เมื่อได้รับสินค้ามาแล้ว ก็จะนำมาปรับปรุงคุณภาพ ก่อนจะเอาสินค้าใหม่ที่รับซื้อมาจากเกษตรกรในพื้นที่มาผสม และส่งออกตามออเดอร์ที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย หรือสิงคโปร์
ส่วนเรื่องทุนจดทะเบียนที่มีเพียงแค่ 5 ล้านบาท นายทรงศักดิ์กล่าวว่า ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ เพราะใช้วิธียืมเงินจากพี่น้อง คนรู้จักมาลงขัน เพื่อไปออกหนังสือค้ำประกันจากธนาคารกรุงเทพ มูลค่า 70 ล้านบาท และยื่นเป็นหลักฐานไว้กับ อคส. เมื่อชนะประมูลก็จะทยอยขนสินค้าออกมาจากคลังที่แม่สอด จ.ตาก เพื่อปรับปรุงคุณภาพ จากนั้นจะเริ่มส่งสินค้าให้ลูกค้าในต่างประเทศ เมื่อได้เงินมา ก็ค่อยนำไปให้ อคส. เป็นงวดๆ ทีละ 5 ล้านบาท 10 ล้านบาท 20 ล้านบาท
" ขณะนี้สินค้าที่นำออกมา เป็นส่วนหนึ่งเท่านั้น คาดว่าภายใน 3-4 เดือน น่าจะระบายออกไปได้หมด ส่วนจะได้กำไรเท่าไหร่ ยังไม่สามารถบอกได้ แต่ผมมองว่าไม่ใช่เรื่องแปลก เป็นเรื่องปกติที่ผู้ส่งออกทำกัน ผมจะไปเอาเงินพันกว่าล้านบาทจากไหนมาซื้อ ไม่เชื่อลองไปดู บริษัทอื่นแถวเชียงใหม่ ทำยิ่งกว่าผมอีก ไม่มีโกดังเป็นของตนเอง เมื่อได้สินค้ามา ก็ไปเช่าโกดังคนอื่นฝากไว้ เพื่อรอการขายต่ออีกที " นายทรงศักดิ์กล่าว และว่า ตอนนี้โกดังหยุดพักหนึ่ง เพราะราคาข้าวโพดที่ตลาดชิคาโกเริ่มตก เรือส่งสินค้ายังไม่เข้ามาก็เลยให้คนงานพักผ่อนกันก่อน
เมื่อถามว่า ทำไมข้าวโพดถึงเสื่อมคุณภาพ ทั้งที่เก็บไว้ไม่นาน นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับคลังสินค้าแต่ละแห่งว่าดูแลอย่างไร ส่วนใหญ่ที่มีปัญหาเพราะไม่นำข้าวโพดใส่กระสอบ เอาไปวางกองไว้เฉยๆ ซึ่ง หจก.ของผม เป็นคลังเก็บข้าวโพดของรัฐบาลเหมือนกัน และตอนนี้รัฐก็เอาไปประมูลขายหมดแล้ว ซึ่งไม่พบว่ามีปัญหาอะไร
เมื่อถามว่า รู้จักนักการเมืองในกลุ่มมัชฌิมาธิปไตยหรือไม่ นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า " ผมไม่เคยอยู่พรรคมัชฌิมาฯ ไม่เคยรู้จักคุณพรทิวา (นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์) รวมถึงคุณสมศักดิ์ เทพสุทิน (หัวหน้ากลุ่มมัชฌิมาฯ) ผมเคยอยู่กับพรรคชาติไทย และพรรคภูมิใจไทยเท่านั้น การเข้าไปพรรคภูมิใจไทย เพราะได้รับการแนะนำจากผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ส่วนเส้นทางการเมืองในอนาคต ยังไม่มีความชัดเจน ยังไม่รู้ว่าถ้ามีเลือกตั้งอีกครั้งจะเข้าไปดีหรือไม่ เพราะตอนนี้ ใจอยากจะทำการค้าขายอย่างเดียว " นายทรงศักดิ์กล่าว
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1263818893&grpid=01&catid=
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น